ฝ่ายนั้นน่าจะเป็นคนร่างรธน.เสียมากกว่าต้องคิดใหม่ ขณะที่คสช.ต้องมาขบคิดให้จงหนักว่าโจทย์ของพวกเขากับโจทย์ประชาชนเป็นโจทย์เดียวกันหรือไม่
งวดเข้ามาทุกขณะเนื่องจากใกล้วันที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความเห็นของประชาชนจะคลอดออกจากมือของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องบอกกันตรงๆว่า ตั้งแต่เริ่มทำงานมาเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครเคยเห็นร่างฉบับดังกล่าวทั้งร่างมาก่อน
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะร่างนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทำให้นับแต่วันนี้ (26 ม.ค.) เป็นต้นไปพวกเขาจะเพิ่มเวลาประชุม จากเดิมที่ประชุมเฉพาะช่วงบ่าย เปลี่ยนมาเป็นประชุมทั้งเช้าและบ่ายแบบไม่มีกำหนดเวลาว่าจะเลิกกี่โมง
เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเสร็จสิ้น พวกเขาก็จะเชิญสมาชิสภาขับเคลื่อนการปฏฺิรูปประเทศ (สปท.) และ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ประชุมเพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนแนะในวันที่ 3 ก.พ. ที่จะถึงนี้
อย่างไรก็ตามทุกสิ่งอย่างยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดเพราะเมื่อรับฟังความเห็นเสร็จ กรธ. ก็จะนำร่างมาปรับปรุงอีกคีรั้งหนึ่งก่อนที่จะออกมาเป็นร่างสุดท้ายในราวเดือน เม.ย. เพื่อเดินหน้าสู่ประชามติในช่วงเดือน ก.ค.
แต่เอาเข้าจริงจนถึงขณะนี้ แม้แต่ตัวคนร่างเองยังไม่มั่นใจเลยว่าร่างนี้จะผ่านประชามติหรือไม่ เพาราะเอาเข้าจริงๆแล้วเรื่องหลายๆเรื่องยังดูห่างจากความพอใจของประชาชนในหลายๆภาคส่วน และถูกตั้งคำถามถึงความเป็นประชาธิปไตย
ซึ่งก็ไม่ถือว่าแปลกเพราะเจตนาของคนร่างกับคนที่จะใช้มีความแตกต่างกัน คนร่างนั้นมีโจทย์ที่ชัดเจนในหลายๆเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้ไม่มีพรรคการเมืองผูกขาดเสียงข้างมาก ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งต้องการรัฐบาลที่เสถียรภาพ
คนร่างไม่ต้องการให้นักการเมืองเข้ามาใช้อำนาจอย่างเต็มที่ และต้องถูกตรวจสอบการการใช้อำนาจอย่างเข้มข้น รวมทั้งการให้ความแข็งแกร่งกับระบบราชการไม่ให้ถูกการเมืองแทรกแซงได้โดยง่าย ภายใต้วาทกรรมปราบโกง ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งต้องการเห็นรัฐบบาลที่มีความเข้มแข็งสามารถใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ มิเช่นนั้นก็เกิดภาวะติดขัดไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างเต็มที่
หากถูกตรวจสอบเข้มข้น และถ้าฝ่าฝืนก็อาจถูกลงโทษสถานหนักก็จะทำให้รัฐบาลไม่กล้าทำอะไรแบบเต็มที่และนโยบายต่างๆก็จะไม่เดินหน้า และแน่นอนว่า “รัฐราชการ” ก็เป็นวาทกรรมที่พวกเขาหวาดกลัวไม่แพ้กันจากประสบการณ์ที่ผ่านมา
นี่คือตัวอย่างของความต้องการและโจทย์ที่ต่างกันของ “คนร่าง” และ “คนใช้” ทำให้ไม่แปลกที่วันนี้จะเริ่มมีการรณรงค์ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แม้ตัวร่างจะยังไม่ออกมาเสียด้วยซ้ำ เรียกว่าชวนคว่ำตั้งแต่ยังไม่คลอด
และที่สำคัญคือไม่ใช่คนกลุ่มเดียว หากแต่เป็นกลุ่มที่หลากหลายไม่ใช่น้อย ซึ่งแม้แต่ กรธ.ก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
เอาเข้าจริงๆแล้วหาก คสช. เลือกวิธีที่จะให้ร่างใหม่ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ เราก็อาจจะเห็นเรื่องนี้เเกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ซ้ำเล่า วนซ้ำไปมาด้วยสถานการณ์แบบเดิมๆ นั่นก็เป็นเพราะหากคนร่างและคนใช้ยังมีโจทย์ที่ต่างกัน
หากอยากให้จบอาจมีฝ่ายหนึ่งต้องคิดใหม่ ซึ่งฝ่ายนั้นน่าจะเป็นคนร่างเสียมากกว่า ขณะเดียวกัน คสช. ก็ต้องมาขบคิดให้จงหนักว่าโจทย์ของพวกเขากับโจทย์ของประชาชนเป็นโจทย์เดียวกันหรือไม่





