วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้แทนอียูเสนอ8ข้อ เร่งรัดแก้ประมงไทยผิดกฎหมาย

"พล.ต.คงชีพ"เผยผู้แทนอียูเสนอข้อคิดเห็นไทย 8 ข้อ เร่งรัดไทยแก้ประมงผิดกฎหมาย เผยภาพรวมพอใจการปฏิบัติงาน พร้อมติดตามความคืบหน้าอีก 6 เดือน

พล.ต.คงชีพ ตันตระวานิช โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงภายหลังการหารือระหว่างพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

กลาโหม กับคณะผู้แทนสหภาพยุโรป ว่า ทางอียูได้ให้ข้อคิดเห็นต่อพล.อ.ประวิตร คือ 1.เรื่องการบังคับใช้กฎหมายประมง โดยขอให้เราจัดทำกฎหมายให้ชัดเจน และขอให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายเป็นคดี 2.ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนคืออยากให้มีการแซงชั้นกรณีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เช่น เรือที่ปฏิบัติการไม่ถูกต้อง ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากบริษัทที่ทำไม่ถูกต้อง 3.การควบคุม กำกับดูแล ซึ่งขณะนี้ไทยมีความร่วมมือกับทุกภาคส่วนดีอยู่แล้ว แต่ขอให้ไทยส่งสัญญาณไปยังนานาชาติเพื่อให้รับทราบถึงการดำเนินการและความตั้งใจของไทยที่ทำอยู่  

พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า สรุปในภาพรวมไทยมีความคืบหน้าไปมากใน 2 ปีที่ผ่านมาและมีบางเรื่องที่ทางอียูแนะนำและขอให้ทางไทยให้ความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ 1.เรื่องแรงงาน ทางอียู ต้องการให้ดูแรงงานทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในประมง เพื่อดูสวัสดิภาพแรงงานของไทย การตรวจสอบการเข้าออกของเรือจากท่าเพื่อพัฒนาสวัสดิภาพแรงงานไทย 2.ค้ามนุษย์ ขอให้ไทยตรวจสอบและดูแลมาตรการในเรื่องของเรือและเจ้าของเรือ โดยเฉพาะเรือประมงนอกน่านน้ำไทยที่ไม่ปฏิบัติตามสากล ซึ่งไทยควรมีความชัดเจนว่าไม่ควรสนับสนุนเรือเหล่านี้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายสากล พร้อมทั้งให้ไทยส่งสัญญาณว่าไม่สนับสนุนเรือที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องเพื่อให้ไทยสามารถแก้กฎหมายเรื่องการประมงได้อย่างถูกต้อง 3. โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำที่ยังมีบางส่วนมีปัญหาแรงงาน หวังว่าไทยจะเร่งดเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว 4.การออกกฎหมายและปฏิบัติตามกฏหมาย โดยหวังว่า จะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 5.การให้ความคุ้มครองในการทำประมงระยะ12ไมล์ทะเล ต้องหารืออย่างใกล้ชิดกับชาวประมงท้องถิ่นด้วย  

พล.ต.คงชีพ ยังกล่าวอีกว่า ผู้แทนอียูได้ระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็นความท้าทายที่ได้ทำงานร่วมกับไทยในการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย และเป็นปัญหาที่นานาชาติต้องร่วมกันแก้ไข หวังว่า 6 เดือนคงมีความชัดเจนและความคืบหน้า ทั้งนี้เราได้เน้นย้ำว่า สิ่งที่เราตั้งใจทำอยู่ขณะนี้คือการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยเราทำ3 เรื่องหลัก 1.ยึดถือกฎหมายสากล 2.ทำตามคำแนะของคณะอียู 3. ทำตามกฎหมายใหม่ของไทยที่ออกบังคับใช้ ที่เราต้องสร้างความรับรู้เข้าใจทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างจริงจัง สุดท้ายเราได้ขอเวลาเขาและขอให้เขาเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราพยายามทำอยู่ในขณะนี้ เราตั้งใจสู่การแก้ไขปัญหาที่ยังยืน ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งทางอียูเองได้เห็นถึงความพยายามและความคืบหน้าของเรา และเห็นถึงสัญญาณที่เป็นบวกที่ดีขึ้นในหลายเรื่อง ทั้งนี้อียูบอกว่าการประกาศผลขึ้นอยู่กับประเทศอื่นๆด้วย เขาอยากให้เราสงสัญญาณว่าเรามีความตั้งใจและจริงใจในการทำเรื่องนี้ให้นานาชาติได้รับรู้ 

ขณะที่ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความมั่นใจกับอียูว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าเต็มที่ในการบังคับใช้กฎหมาย ในการแก้ปัญหาตามข้อสังเกตของอียู ซึ่งผู้แทนอียูได้แจ้งให้ พล.อ.ประวิตร ทราบว่า อียูพอใจในภาพรวมเรื่องการดำเนินการให้เป็นตามกฎหมาย การควบคุม การบังคับใช้กฎหมาย การยกระดับความสามารถเจ้าหน้าที่ และการดูบางคดีที่อาจเป็นคดีเฉพาะเรื่อง  

"ทางสหภาพยุโรปมีความพอใจที่เราดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง ทั้งนี้คงต้องรอดูแลการดำเนินการอีกช่วงในอีก 6 เดือนข้างหน้าว่า การดำเนินการทั้งหมดจะคืบหน้าในลักษณะไหน โดยภาพรวมแล้วเป็นไปด้วยดี เรามีตารางการทำงานและเปลี่ยนกับสหภาพยุโรปอยู่ ส่วนทางอียูจะตัดสินใจเมื่อไหร่นั้น ถือเป็นเรื่องภายในของเขา ในภาพรวมเรายังมีเวลาอีกสักระยะหนึ่ง ซึ่งจะต้องพยายามเดินหน้าแก้ไขทุกอย่าง และทางสหภาพยุโรปก็มีกำหนดการของเขา ซึ่งถือว่าทำได้มากพอสมควร และในสัปดาห์หน้าจะมีความคืบหน้าอีกหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องคดี" ดร.ปณิธาน กล่าว 

ดร.ปณิธาน กล่าวด้วยว่า การที่ผู้แทนของอียูมาพบ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้เพื่อจะดูว่าผู้บริหารมีความเข้าใจปัญหาที่ขณะนี้มีการเดินหน้าหรือไม่และมีความจริงใจในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาเพียงใด ซึ่งเราก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่า นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร และผู้ที่เกี่ยวข้องทราบปัญหาและเดินหน้าผลักดันเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ซึ่งสัญญาณตรงนี้ชัดเจนว่าเป็นบวก เพราะอียูเห็นถึงความพยายาม ส่วนข้อปฏิบัติต่างๆเป็นเรื่องภายในที่จะมาถึงอีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าว่า ผลจะออกมาเป็นที่พอใจของอียูหรือไม่ ส่วนการยกเลิกใบเหลืองนั้น เป็นเรื่องสหภาพยุโรป ซึ่งไทยก็ทำเต็มที่ ส่วนอียูจะตัดสินใจอย่างไรเป็นเรื่องที่คาดเดาแทนไม่ได้