วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปชป. ลุยอีสาน ปูทางเลือกตั้ง

แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ปูทางลงเลือกตั้งพื้นที่ภาคอีสานพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า หวังจะให้ได้ส.ส.20-25คน จากเดิมได้แค่ 4 คน

การเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม ของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เพื่อกราบนมัสการพระธาตุพนม ที่วัดธาตุพนมวรมหาวิหารจ.นครพนม ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะคือ นายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรค , คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช, นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู , นายเกียรติ สิทธีอมร , นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค , นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์, นายพนิต วิกฤตเศรษฐ์ , นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง , นางรัชดาภรณ์ แก้วสนิทและนางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ , นายบุญยอด สุขถิ่นไทย และนายศุภชัย ศรีหล้า ในการไปกราบนมัสการพระธาตุพนม ที่วัดธาตุพนมวรมหาวิหารจ.นครพนม และวัดธาตุเรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเสียงสะท้อนตามไล่หลังให้เห็นในทางบวกมากขึ้น มีคนมารุมล้อมขอถ่ายรูปกับนายอภิสิทธิ์เป็นจำนวนมาก  

หากจะจับยามดูแล้ว เป็นการลงพื้นที่พบปะชาวบ้านอย่างแยบยล ของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ลูกพระแม่ธรณี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวย่างเข้าปีที่70ปี ที่ต้องทำงานยึดโยงกับประชาชน และเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่ลืมพรรค เนื่องจากการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลประยุทธ์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ได้มีประกาศ คสช. ที่57/2557ห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วประชุมหรือดำเนินการใดๆ ในทางการเมือง ดังนั้นการทำกิจกรรมใดๆนั้นต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว และไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นการเดินตามรอยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้การลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ของแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันในรูปแบบของงานบุญยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ซึ่งยังคงเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดพรรคได้อย่างสูง รวมทั้งคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคอีสาน  

เสียงไล่หลังการลงพื้นที่ ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ คนอีสานมองประชาธิปัตย์ว่า ต้องตอบโจทก์พื้นที่นี้ให้ได้ ว่า1.ทำไมคนอีสานถึงไม่เอาประชาธิปัตย์2. ทำอย่างไรถึงจะให้คนอีสานหันกลับมามองและกาคะแนนให้ เพราะหากจะวิเคราะห์การเลือกตั้ง 15ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนถึงการเลือกครั้งสุดท้าย ปี 2554เป็นภาพลักษณ์ทางการเมือง ซึ่งติดอยู่ในสามัญสำนึกของประชาชนคนอีสานจนส่งถึงผลการเลือกตั้งประชาธิปัตย์ แพ้ เพื่อไทยเพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคอนุรักษ์นิยมคล้ายพรรครีพับลิคกัน ของสหรัฐอเมริกาและพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ของอังกฤษคือ ภาพลักษณ์เก่า ไม่ทันสมัยไม่โดน ไม่สะใจ แต่ภาพสุจริตดียึดมั่นในสถาบัน 

ขณะที่พรรคเพื่อไทยนั้นเป็นพรรคหัวก้าวหน้า(Progressive Party)เหมือนพรรคเดโมแครต ของสหรัฐอเมริกาและพรรคเลเบอร์ ประเทศของอังกฤษคือ มีภาพที่ทันสมัย ทันใจ ก้าวหน้ามีสิ่งใหม่ๆ เร้าใจ ตื่นเต้นที่พลาดคือภาพขี้โกงไม่รักสถาบัน แต่เมื่อลงสู่สนามเลือกตั้ง ระหว่างประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยมีการโชว์จุดเด่นสงวนจุดด้อยแต่กลับมีการขยายจุดด้อยของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาให้เห็นอย่าชัดเจน และต่อเนื่องขณะที่ประชาธิปัตย์ไม่สร้างจุดเด่น

 ซึ่งวิธีแก้ไขคนในพื้นที่มองว่าการตอบโจทก์ ที่ประชาธิปัตย์ต้องเร่งทำ คือ1.นโยายพรรค2.ตัวบุคคลผู้สมัครให้อินเทรนด์กับแนวทางการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอีก18เดือนข้างหน้า ตามที่รัฐบาลชุดนี้ได้วางโรดแม๊พ ไว้ตามเป้าหมายของการปฏิรูปเลือกตั้ง ขณะเดียวกันต้องเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกฎหมายเลือกตั้งใหม่ อีกเสียงสะท้อนหนึ่งของคนอีสานมองว่า ทักษิณ ชินวัตร ใช้นโยบายประชานิยมเจาะตลาดทำให้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น และคนอีสานส่วนใหญ่เชื่อว่าประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทักษิณ โดนกลั่นแกล้งประสบเคราะห์กรรมจนไม่มีแผ่นดินอยู่ นอกเหนือไปจากประเด็นหลักที่คนอีสานไม่เลือก เพราะผู้สมัครจากพรรคตรงข้ามให้ข้อมูลว่า ประชาธิปัตย์เป็นพรรคของคนใต้และถึงแม้ว่า ณ วันนี้คนอีสานมองภาพพรรคประชาธิปัตย์จะ ดีขึ้นแต่ยังน้อยอยู่ในอัตราส่วนที่น้อย ดังนั้นต้องหมั่นลงพื้นที่พบปะเจอะเจอถามถึงสารทุกข์สุขดิบไม่ใช่มาแต่ตอนอยากได้คะแนนเสียงเท่านั้น  

อีกเสียงสะท้อนหนึ่งจากชาวบ้านมองว่า รัฐธรรมนูญใหม่ที่กำลังร่างอยู่นี้ เอื้อประโยชน์ให้กับประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก หากการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ได้รับเลือกตั้ง พรรคก็ควรที่จะต้องปิดพรรคเพื่อปฏิรูปครั้งใหญ่ 

และยังมองว่าการมาพื้นที่ของนายอภิสิทธ์ครั้งนี้ ไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงหรือกลุ่มการเมืองฝั่งตรงข้ามมาเคลื่อนไหวคัดค้าน เพราะส่วนหนึ่งมีเหตุผลมาจากการที่ประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่อยู่ในช่วงการขับเคี่ยวกันทางการเมือง และที่สำคัญคือ ไม่มีแกนนำพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามปลุกระดมคนมาขับไล่ ดังนั้นเมื่อนายอภิสิทธิ์เดินทางไปจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นเมืองหลวงภาคอีสานของพรรคเพื่อไทยได้ ก็สามารถที่จะไปจังหวัดอื่นๆได้ เช่นกัน 

การวาดหวังของประชาธิปัตย์ ของพื้นที่ภาคอีสานพรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า หวังจะให้ได้ส.ส.20-25คน จากล่าสุดที่มีอยู่ 4 คน ซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ที่ออกมา จะเป็นตัวเอื้อให้พรรคในเรื่องของคะแนนปาตี้ลิสต์ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวถ้ามองถึงคู่แข่งในพื้นที่ภาคอีสาน หากมีสัญญาณการเลือกตั้งเกิดขึ้น พรรคที่จะเป็นคู่แข่งที่น่าจับตาของประชาธิปัตย์ คือภูมิใจไทย เพราะการโฟกัสของฝ่ายความมั่นคงพุ่งไปที่พรรคเพื่อไทย ปิดกั้นการซื้อสิทธิ์ขายเสียง 

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีอานิสงส์เดิมอยู่แล้ว กำลังพิจารณาคัดเลือกตัวบุคคลเกรดเอลงสู่สนามเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตเมืองนอกเหนือไปจากยุทธศาสตร์ของพรรคที่เป็นภาพกว้างและนโยบายท้องถิ่น ที่จะตอบโจทก์คนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งภาคอีสานยังคงเป็นนโยบายเฉพะถิ่น เช่น เรื่องน้ำตามแนวพระราชดำริ พืชผลทางการเกษตร โลจิสติกต์ในภาคอีสาน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดรับความคิดเห็นและเสียงสะท้อน จากคนนอกพรรคมากขึ้น ให้ส่งนโยบายเข้ามา และเป็นทางหนึ่งที่พรรคจะใช้เป็นตัวเชื่อมกับชาวบ้านได้ นอกจากนี้พรรคต้องคำนึงถึงตัวผู้สมัครที่จะทำอย่างไรให้โดนใจชาวบ้าน ก็จะมีทั้งอดีตส.ส.และอดีตผู้สมัครคละกันไป 

พรรคประชาธิปัตย์ต้องมีการขับเคลื่อนมิติอื่นๆ โดยพยายามสร้างจุดขายด้วยการผลักดัน วาระที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆให้กับสังคมมากขึ้นผู้บริการพรรคชุดปัจจุบัน กำลังเดินเกมปรับการทำงานที่ถูกมองว่าเชื่องช้า ให้เท่าทันต่อสถานการณ์ เพื่อกู้หน้าคืนกลับมาให้ได้ ก็คงต้องรอลุ้นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะมีรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏสายตาให้เห็นหรือไม่ เพราะถ้าหากกุมหัวใจคนอีสานได้ ความหวังที่ตั้งใจไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม