วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พิพากษาจำคุก 6 ปี'ปิยะ' คดีม.112

พิพากษาจำคุก 6 ปี"ปิยะ จุลกิตติพันธ์"หมิ่นเบื้องสูง เขียนข้อความในพระบรมฉายาลักษณ์ โพสต์เฟสปี 56

ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อ.747/2558ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายปิยะ จุลกิตติพันธ์ หรือนายพงศธร บันทอน เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550มาตรา14 (3)(5)  

ตามฟ้องโจทก์ วันที่ 6 มี.ค.58 บรรยายพฤติการณ์ระบุว่า เมื่อวันที่27ก.ค.- 28พ.ย.56เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้โพสข้อความ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ2ข้อความ บนพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จำนวน2ภาพ ในบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลย ที่ใช้ชื่อว่า นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.,ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ,อ.เมือง จ.นครปฐม,อ.เมือง จ.น่าน และที่นอกราชอาณาจักร เกี่ยวพันกัน โดยจำเลย ให้การปฏิเสธต่อสู้คดี 

โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้เบิกตัว นายปิยะ จำเลย มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษา ซึ่งตลอดการพิจารณาคดี จำเลยไม่ได้รับการประกันตัว  

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า โจทก์ มีพนักงานสอบสวน และผู้ที่ตรวจสอบระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานแจ้งความดำเนินคดี เบิกความว่า มีผู้โพสข้อความที่อยู่บนพระบรมฉายยาลักษณ์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย แล้วนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ด้วยการนำลงเฟซบุ๊กในชื่อนายพงศธร บันทอน (SIAMAID)ซึ่งการกระทำนั้นมีเจตนาทำให้ประชาชนสามารถที่จะข้าถึงข้อมูลของการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งปรากฏข้อเท็จว่ามีผู้แชร์จำนวนมาก ดังนั้นจึงฟังได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา112และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550มาตรา14 (3)(5) 

ส่วนจำเลย ได้เป็นผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพนักงานสอบสวน เบิกความรับฟังได้ว่าหลังจากมีการตรวจสอบจำเลยเคยมีประวัติที่เจ้าหน้าตำรวจ สน.ดอนเมืองดำเนินคดีกรณีได้สวมตนในบัตรประชาชนผู้อื่น เป็นการปกปิดที่อยู่จำเลย โดยจำเลยได้มาเปิดใช้เฟซบุ๊กชื่อ นายพงศธร บันทอน (SIAMAID)จึงน่าเชื่อว่าพฤติการณ์ของจำเลยได้พยายามปกปิดตนเองไม่ให้ตามตัวได้  

และยังฟังได้จากคำเบิกความจำเลยว่าเคยเฟซบุ๊ก ระหว่างปี 2553-2554ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้แจ้งให้กูเกิ้ล ลบข้อความแล้วแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพยานอื่นมานำสืบและการแจ้งนั้นกลับเป็นช่วงหลังเกิดเหตุ1ปี พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักน้อยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ 

จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550มาตรา14(3)(5)ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุดตามมาตรา112ให้จำคุก9ปี แต่คำให้การให้ชั้นสอบสวนและพิจารณาเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้างจึงลดโทษให้1ใน3คงจำคุกเป็นเวลา 6 ปี 

ภายหลังนายปิยะ จำเลย กล่าวว่า จะปรึกษาทนายความ ที่จะพิจารณาเรื่องการยื่นอุทธรณ์ต่อไป