ดีเอสไอคาดใช้เวลา 1 เดือนสรุปผลตรวจสอบประเด็นรถเบนซ์จดประกอบของสมเด็จฯช่วง หลังรับมอบสำเนาทะเบียนรถจากไวยาวัจกร
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ เดินทางไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญตามการเชิญของวัด เพื่อตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เป็นผู้ครอบครอง และอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบจากดีเอสไอ โดยรถคันดังกล่าวมีการระบุว่าเป็นรถสะสม เก็บรักษาไว้อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในวัด พร้อมกับรถเบนซ์โบราณอีก 2 คัน ทั้งนี้มีนายดำเกิง จินดาหรา ไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้นำคณะพนักงานสอบสวนและสื่อมวลชนเยี่ยมชมของสะสมภายในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นของโบราณมีค่าหลายรายการ เช่น ตู้พระธรรม กลองโบราณ เรือโบราณ เครื่องเบญจรงค์ รถม้า รถสามล้อถีบ และรถเบนซ์โบราณ 3 คัน
นายดำเกิง ระบุว่าวัดมีเจตนาจะสะสมวัตถุโบราณเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษาเยี่ยมชมและได้เห็นรถเก่าแก่ ซึ่งรถที่กำลังอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบเป็นรถยนต์เก่า ไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์ ยืนยันว่าสมเด็จฯได้มาจากการถวาย ไม่ได้ใช้เงินซื้อและเป็นรถจดประกอบ มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนใช้รถยนต์กับกรมการขนส่งทางบกซึ่งได้มอบให้พนักงานสอบสวนนำไปตรวจสอบ สำหรับวัดคงรู้สึกอะไรไม่ได้ เพราะเป็นวัดต้องนิ่ง ประเด็นที่สำคัญขณะนี้คือถูกหรือผิด ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริง เมื่อผลออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่ถวายรถรวมถึงขั้นตอนการนำเข้า ไม่ขอเปิดเผย แต่บอกได้เพียงว่ารถคันดังกล่าวนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554 เพราะจะมีการเปิดฉลองเจดีย์ในปี 2555 ทางวัดจึงรวบรวมของโบราณมาแสดง รวมถึงรถยนต์คันดังกล่าวด้วย
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการให้มีการพิสูจน์ในขั้นตอนของกฎหมาย โดยเอกสารที่วัดมอบให้วันนี้ เป็นคู่มือจดทะเบียน เพื่อแสดงถึงที่มาของรถ เลขเครื่องยนต์ เลขตัวถัง และผู้ครอบครอง สำหรับดีเอสไอ จะตรวจสอบไปยังขั้นตอนการนำเข้าตั้งแต่กรมศุลกากร กรมสรรพาสามิต และกรมการขนส่งทางบก เบื้องต้นรถคันดังกล่าวสำแดงเป็นรถจดประกอบ ไม่ได้นำเข้าทั้งคัน แต่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วนำมาประกอบขึ้นเป็นรถยนต์ โดยมีวิศวกรรับรองความมั่นคงแข็งแรงว่ารถที่จดประกอบ สามารถใช้งานได้
ทั้งนี้รถจดประกอบจะมีสัดส่วนภาษีต่างจากรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน โดยพนักงานสอบสวนมั่นใจว่าจะสามารถสรุปผลการตรวจสอบทั้งประเด็นเอกสารและตรวจสอบสภาพทางกายว่าเป็นรถจดประกอบหรือไม่ ได้ภายใน 1 เดือน หลังตรวจสอบเอกสารและชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วก็ต้องมีการเรียกสอบปากคำไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงผู้ที่มีชื่อครอบครองรถคนปัจจุบันด้วย
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 กทม. มีเลขตัวถัง 18601400420/53 ระบุชนิดเชื้อเพลิงเป็นแก๊ส เครื่องยนต์ 2995 ซีซี เลขเครื่องยนต์ 1869204500052 สีเหลือง จดทะเบียนนำเข้าเป็นรถจดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าระหว่างปี 2554-2555 โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอขอหมายค้นหจก.ซี.ที.ออโต้ พาร์ท ย่านสัมพันธวงศ์ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นผู้จำหน่ายตัวถังรถคันดังกล่าว บจ.คาร์โก้ คาร์ จำกัด ย่านบางพลัด มีชื่อเป็นผู้จำหน่ายเครื่องยนต์ จากการตรวจสอบพบเป็นเพียงร้านขายอะไหล่มือสองและอุปกรณ์ประดับยนต์ของรถยุโรปทั่วไป
หจก.เอช.ที.วาย ออโต้พาร์ท ย่านบางแค ซึ่งมีชื่อเป็นร้านประกอบรถยนต์ โดยมีสภาพปิดร้างและเอ็น.พี.การาจ ย่านภาษีเจริญ ซึ่งจดทะเบียนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อประกอบรถยนต์ มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่จากสภาพที่พบเป็นเพียงอู่ซ่อมสี ไม่มีอุปกรณ์สำหรับประกอบรถยนต์ โดยในวันนี้ (19 ม.ค.) พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เรียกสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและจดประกอบรถยนต์ของสมเด็จฯช่วง
ทั้งนี้ในส่วนเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถที่มอบให้ดีเอสไอระบุว่าเป็นรถที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่า เสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้กับสำนักงานสรรพสามิต พื้นที่กรุงเทพฯ 1 ต่อมาได้แจ้งไม่ขอใช้รถในปี 2556





