วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีเอสไอขอ1เดือน สรุปผลตรวจสอบเบนซ์'สมเด็จฯช่วง'

ดีเอสไอคาดใช้เวลา 1 เดือนสรุปผลตรวจสอบประเด็นรถเบนซ์จดประกอบของสมเด็จฯช่วง หลังรับมอบสำเนาทะเบียนรถจากไวยาวัจกร

พ.ต.ต.วรณัน  ศรีล้ำ  ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ  กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์  รองผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ  เดินทางไปยังวัดปากน้ำภาษีเจริญตามการเชิญของวัด เพื่อตรวจสอบรถยนต์หรูจดประกอบที่มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์  หรือสมเด็จช่วง  เป็นผู้ครอบครอง และอยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบจากดีเอสไอ โดยรถคันดังกล่าวมีการระบุว่าเป็นรถสะสม เก็บรักษาไว้อยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในวัด พร้อมกับรถเบนซ์โบราณอีก 2 คัน  ทั้งนี้มีนายดำเกิง  จินดาหรา  ไวยาวัจกรวัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นผู้นำคณะพนักงานสอบสวนและสื่อมวลชนเยี่ยมชมของสะสมภายในพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นของโบราณมีค่าหลายรายการ เช่น ตู้พระธรรม  กลองโบราณ  เรือโบราณ  เครื่องเบญจรงค์  รถม้า รถสามล้อถีบ และรถเบนซ์โบราณ 3 คัน    

นายดำเกิง ระบุว่าวัดมีเจตนาจะสะสมวัตถุโบราณเพื่อให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษาเยี่ยมชมและได้เห็นรถเก่าแก่ ซึ่งรถที่กำลังอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบเป็นรถยนต์เก่า  ไม่ใช่รถหรูตามที่ถูกวิจารณ์  ยืนยันว่าสมเด็จฯได้มาจากการถวาย  ไม่ได้ใช้เงินซื้อและเป็นรถจดประกอบ  มีเอกสารยืนยันคือสมุดจดทะเบียนใช้รถยนต์กับกรมการขนส่งทางบกซึ่งได้มอบให้พนักงานสอบสวนนำไปตรวจสอบ  สำหรับวัดคงรู้สึกอะไรไม่ได้  เพราะเป็นวัดต้องนิ่ง ประเด็นที่สำคัญขณะนี้คือถูกหรือผิด ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ข้อเท็จจริง  เมื่อผลออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ ส่วนรายละเอียดของผู้ที่ถวายรถรวมถึงขั้นตอนการนำเข้า ไม่ขอเปิดเผย  แต่บอกได้เพียงว่ารถคันดังกล่าวนำเข้ามาตั้งแต่ปี 2554  เพราะจะมีการเปิดฉลองเจดีย์ในปี 2555 ทางวัดจึงรวบรวมของโบราณมาแสดง  รวมถึงรถยนต์คันดังกล่าวด้วย                   

พ.ต.ต.วรณัน  กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการให้มีการพิสูจน์ในขั้นตอนของกฎหมาย โดยเอกสารที่วัดมอบให้วันนี้  เป็นคู่มือจดทะเบียน เพื่อแสดงถึงที่มาของรถ  เลขเครื่องยนต์  เลขตัวถัง และผู้ครอบครอง สำหรับดีเอสไอ  จะตรวจสอบไปยังขั้นตอนการนำเข้าตั้งแต่กรมศุลกากร  กรมสรรพาสามิต และกรมการขนส่งทางบก เบื้องต้นรถคันดังกล่าวสำแดงเป็นรถจดประกอบ ไม่ได้นำเข้าทั้งคัน แต่นำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วนำมาประกอบขึ้นเป็นรถยนต์ โดยมีวิศวกรรับรองความมั่นคงแข็งแรงว่ารถที่จดประกอบ สามารถใช้งานได้    

ทั้งนี้รถจดประกอบจะมีสัดส่วนภาษีต่างจากรถยนต์ที่นำเข้าทั้งคัน  โดยพนักงานสอบสวนมั่นใจว่าจะสามารถสรุปผลการตรวจสอบทั้งประเด็นเอกสารและตรวจสอบสภาพทางกายว่าเป็นรถจดประกอบหรือไม่ ได้ภายใน 1 เดือน หลังตรวจสอบเอกสารและชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วก็ต้องมีการเรียกสอบปากคำไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน รวมถึงผู้ที่มีชื่อครอบครองรถคนปัจจุบันด้วย   

แหล่งข่าวจากดีเอสไอ เปิดเผยว่า สำหรับรถเบนซ์ทะเบียน ขม 99  กทม. มีเลขตัวถัง 18601400420/53 ระบุชนิดเชื้อเพลิงเป็นแก๊ส เครื่องยนต์ 2995 ซีซี  เลขเครื่องยนต์ 1869204500052  สีเหลือง  จดทะเบียนนำเข้าเป็นรถจดประกอบจากชิ้นส่วนเก่าระหว่างปี 2554-2555 โดยเมื่อวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนดีเอสไอขอหมายค้นหจก.ซี.ที.ออโต้ พาร์ท ย่านสัมพันธวงศ์ ซึ่งเอกสารระบุว่าเป็นผู้จำหน่ายตัวถังรถคันดังกล่าว  บจ.คาร์โก้ คาร์ จำกัด ย่านบางพลัด  มีชื่อเป็นผู้จำหน่ายเครื่องยนต์ จากการตรวจสอบพบเป็นเพียงร้านขายอะไหล่มือสองและอุปกรณ์ประดับยนต์ของรถยุโรปทั่วไป    

หจก.เอช.ที.วาย ออโต้พาร์ท  ย่านบางแค ซึ่งมีชื่อเป็นร้านประกอบรถยนต์ โดยมีสภาพปิดร้างและเอ็น.พี.การาจ ย่านภาษีเจริญ ซึ่งจดทะเบียนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อประกอบรถยนต์ มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่จากสภาพที่พบเป็นเพียงอู่ซ่อมสี  ไม่มีอุปกรณ์สำหรับประกอบรถยนต์ โดยในวันนี้ (19 ม.ค.) พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เรียกสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและจดประกอบรถยนต์ของสมเด็จฯช่วง                

ทั้งนี้ในส่วนเอกสารคู่มือจดทะเบียนรถที่มอบให้ดีเอสไอระบุว่าเป็นรถที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่า เสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้กับสำนักงานสรรพสามิต พื้นที่กรุงเทพฯ 1  ต่อมาได้แจ้งไม่ขอใช้รถในปี 2556