วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปมร่างพ.ร.บ. กสทช.

สปท.เห็นชอบกับการแก้ไข ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)

การพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท. ) เมื่อวานนี้ ( 18 ม.ค) ได้เห็นชอบกับการแก้ไข ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) (ฉบับที่..) พ.ศ....ตามแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนที่กระทรวงไอซีทีได้เสนอมา ซึ่งการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล จึงจำเป็นต้องปรับปรุงองค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการด้านโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้มีการทำงานที่เป็นเอกภาพ เกิดความคล่องตัว ในการใช้จ่ายงบประมาณ การออกใบอนุญาต แม้ว่าจะได้รับการท้วงติงจาก สมาชิก สปท. บางส่วนว่าจะขัดต่อกฎหมาย เพราะองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเป็น“องค์กรของรัฐ” ไม่ได้เป็นอิสระจริง  

สำหรับเรื่องคลื่นความถี่ ขณะนี้มีข่าวว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.)ได้ย้ายเรื่อง“คลื่นความถี่ ”จากหมวด"สิทธิเสรีภาพของชนชาวไทย" ไปอยู่หมวด"หน้าที่ของรัฐ"และเปลี่ยนสถานะของคลื่นความถี่จาก ′ทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ′ เป็น′ทรัพยากรของรัฐ′ ทำให้ถูกมองว่า รัฐอาจฮุบคลื่นความถี่ฯ ผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เคยทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในเดือนมิถุนายน 2557  เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ซึ่งก็คือการเสนอให้ยุบ กสทช.นั่นเอง โดยอ้างว่า กสทช.มีปัญหาในเรื่องการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินไม่ได้ประสิทธิภาพของสำนักงานกสทช.  

ทั้งนี้ในหนังสือของ สตง. ระบุว่า จากการพิจารณา พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พบว่า ประเด็นหลักที่ทำให้การดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินของสำนักงาน กสทช. ยังคงมีปัญหาในเรื่องการดำเนินงานและการใช้จ่ายเงินไม่ได้ประสิทธิภาพตามเจตจำนงแห่งรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ 

1. การบริหารการใช้จ่ายเงินรายได้ที่จัดเก็บมีความเป็นอิสระแตกต่างจากองค์กรของรัฐทุกประเภท โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งอาจขัดแย้งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฯ จนอาจทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินไม่มีประสิทธิภาพได้  

ทั้งนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ม.57(2)ได้ระบุให้สำนักงาน กสทช.มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้...จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน กสทช. เพื่อเสนอ กสทช. อนุมัติโดยรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน กสทช. ให้หมายความรวมถึงรายจ่ายใด ๆ อันเกี่ยวกับการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ กสทช. กสท. กทค. และสำนักงาน กสทช. เป็นเหตุให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน กสทช. และการใช้จ่ายเงินขาดการควบคุมดูแลตามหลักการบริหารเงินงบประมาณที่ดี ตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ และมีความแตกต่างจากองค์กรของรัฐอื่น ๆ ที่ต้องมีหน่วยงานอื่นที่มีความชำนาญ เช่น สำนักงบประมาณและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พิจารณาความเหมาะสมของการจัดทำงบประมาณหรือการใช้จ่ายเงินเพื่อการลงทุน เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงของประเทศได้ทราบและเห็นทิศทางการพัฒนา และการใช้ทรัพยากรของชาติในทุกประเภทและทุกมิติ  

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่าควรมีการพิจารณาข้อกำหนดใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินที่ต้องผ่านขั้นตอนเหมือนกับหน่วยงานของรัฐโดยทั่วไป เพื่อทำให้การใช้จ่ายเงินมีความรอบคอบ รัดกุมและเกิดประสิทธิผลมากที่สุด  

2. รายได้ที่ได้จากทรัพยากรของชาติ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรของประชาชนชาวไทยทุกคนถูกกำหนดให้มีกลุ่มบุคคลทำการบริหารการใช้จ่าย โดยมิได้พิจารณาถึงความเหมาะสมอย่างเพียงพอและไม่มีการสอบทานการตั้งงบประมาณการใช้จ่ายจากองค์กรที่มีบุคลากรซึ่งมีความรู้และความชำนาญ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างมากที่สุด ดังนี้ 

ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ มาตรา 41 วรรคหกและมาตรา 42 รายได้ที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่นของกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ให้สำนักงาน กสทช. นำส่งเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ฯ (กองทุนวิจัยและพัฒนาฯเป็นกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.) ซึ่งในปี 2556 สำนักงาน กสทช. มีรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ เป็นจำนวนถึง 50,862.00 ล้านบาท 

แต่ในขณะที่มาตรา 45 ได้กำหนดว่าเงินได้ที่ได้จากการประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วให้นำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งมีความแตกต่างจากรายได้การประมูลคลื่นความถี่ของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ 

เมื่อติดตามตรวจสอบรายได้ที่กองทุนวิจัยและพัฒนาฯ ได้รับ พบว่า นอกจากจะได้รับเงินจากการประมูลคลื่นความถี่ของกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์แล้ว กสทช. ยังได้ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บรายได้เพื่อนำไปใช้ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยระบุให้ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องจัดสรรรายได้จากการให้บริการโทรคมนาคมให้แก่กองทุนในอัตราร้อยละ 3.75 ต่อปีของรายได้สุทธิ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บจากกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  

ส่วนสำนักงาน กสทช. จะมีรายได้ส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม โดยให้ชำระเป็นรายปีปีละไม่เกินร้อยละสองของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายของผู้รับใบอนุญาต  

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่าควรให้สำนักงาน กสทช. นำส่งเงินรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ จำนวน 50,862.00 ล้านบาท เป็นรายแผ่นดิน และเมื่อมีโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนก็ให้เสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรเงินต่อไป 

3. คุณสมบัติและการได้มาซึ่งกรรมการ กสทช. เลขาธิการ กสทช. 

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นว่า การกำหนดอายุของผู้เป็นกรรมการใน กสทช. และเลขาธิการ กสทช. อาจไม่เหมาะสมในเรื่องวัยวุฒิและวุฒิภาวะในการเข้ามาดูแลทรัพยากรของชาติที่มีมูลค่ามหาศาลและมีความสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับการสื่อสารและความมั่นคงของประเทศ และการได้มาซึ่ง  กสทช. ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อาจไม่เหมาะสม เนื่องจากอาจมีความไม่โปร่งใสและอาจถูกแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ในธุรกิจ 

ส่วนกระบวนการได้ "เลขาธิการ กสทช." ก็ไม่มีความเหมาะสม เนื่องจากไม่มีการคานอำนาจกันระหว่าง กสทช. และเลขาธิการ กสทช. เพราะ กสทช. มีอำนาจแต่งตั้งและถอนถอนเลขาธิการ กสทช. ดังนั้น จึงควรกำหนดให้มีการสรรหาเลขาธิการ กสทช.เช่นกัน 

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินจึงขอเสนอข้อตรวจพบดังกล่าว ให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553  

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คสช. ไม่เคยออกคำสั่งยุบ กสทช . แต่ก็มีความเคลื่อนไหวไปในทางที่มีการมองว่า เป็นการลดอำนาจ กสทช .จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติร่างพระราชบัญญัติ 8 ฉบับ เพื่อผลักดันระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายของรัฐบาล โดยพ.ร.บ.ที่อนุมัตินั้นมีการจัดตั้ง ปรับเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ การตั้งกรรมการที่ขับเคลื่อนดิจิทัล อีโคโนมี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน การมีสำนักงานเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทของกสทช.ที่เป็นองค์กรอิสระให้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน 

แต่ในเรื่องนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที คุณพรชัย รุจิประภา ยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ.เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิทัล ในส่วนของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้เป็นลดทอนอำนาจกสทช.แต่อย่างใด และยังคงเป็นความเป็นองค์กรอิสระ กสทช.สามารถคัดค้านเรื่องที่ไม่เห็นชอบด้วยได้ เพียงแต่กฎหมายดังกล่าวที่จัดทำขึ้นต้องการให้การทำงานของทุกองค์กรรับนโยบายการทำงานมาจากที่เดียวกัน  

ต้องจับตาในเรื่องของ คลื่นความถี่ฯ ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะยังเป็นของประเทศชาติ ประชาชน ต่อไปหรือไม่