"พุทธะอิสระ" ชี้หาก "สมเด็จฯช่วง" ไม่ส่งคืนเบนซ์หรูเลี่ยงภาษีให้ราชการ จะผิดวินัยสงฆ์ปราชิก ปรับอาบัติเทียบเคียงรับของโจร
ขณะที่ข้อมูลชั้นสืบสวนดีเอสไอ พบข้อพิรุธนำเข้าทั้งคันแต่สำแดงเท็จ รถโบราณหากแยกชิ้นส่วนไม่สามารถประกอบขึ้นใหม่ได้
พระพุทธะอิสระ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา อาตมาเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดีเอสไอตรวจสอบการครอบครองรถยนต์หรูของสมเด็จฯช่วง สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ในปี 56 อาตมาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับดีเอสไอในคดีเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมนำเข้ารถหนีภาษี ทำให้ทราบว่า รถหรูราคาแพง 1ใน 6,757 คันนั้น มีชื่อของสมเด็จฯช่วงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองเอาไว้เป็นชื่อของตนเอง
โดยข้อมูลในชั้นสืบสวนพบว่า มีการทำนิติกรรมอำพราง สำแดงหลักฐานเป็นเท็จว่า รถเมอร์เซเดสเบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม. 99 เลขตัวถัง 186014-0042053 หมายเลขเครื่องยนต์ 1869204500552 ขนาดเครื่องยนต์ 3,000 ซีซี ที่สำแดงว่าเป็นอะไหล่รถยนต์เก่า แต่แท้จริงเป็นการนำเข้ามาทั้งคัน เนื่องจากรถยนต์เก่าการถอดชิ้นส่วนมีโอกาสที่อะไหล่จะชำรุด และหาอะไหล่ชิ้นใหม่มาทดแทนไม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถอดชิ้นส่วนมาประกอบใหม่ได้ การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ฐานสำแดงเอกสารเท็จ หลีกเลี่ยงอากร ลักลอบนำเข้าสินค้าหนีด่านศุลกากรออกจากคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร ต้องระวางโทษปรับ 4 เท่าของอากรที่หลบเลี่ยงจำคุกไม่เกิน. 10 ปี หรือทั้งปรับทั้งจำ
หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่อว่า ปัญหาคือใครเป็นผู้สั่งนำเข้ารถคันดังกล่าว ซึ่งจนท.พบว่ามีบุคคลเป็นผู้จัดการนำรถออกมจากเขตปลอดภาษีโดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปมีส่วนร่วม ส่วนหมายเลขทะเบียน ขม.99 เดิมเป็นของนักธุรกิจหญิงรายหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้โอนเลขทะเบียนไปให้ ต่อมามีการวิ่งเต้นนำรถออกจากศุลกากรและขายให้พร้อมกันทั้งรถและป้ายทะเบียน จึงชัดเจนว่าไม่มีฆราวาสคนใดถวายรถยนต์คันนี้ แต่ขวนขวายเพื่อให้ได้มาซึ่งรถคันนี้. สำหรับรถโบราณคันอื่นๆในวัดเชื่อว่าดีเอสไอจะมีวิธีการสืบค้นข้อมูลต่อไป
“เดิมอาจจะอ้างได้ว่าไม่รู้ว่ารถคันนี้นำเข้ามาโดยหนีภาษี หรือมีการสำแดงเท็จเพราะเป็นเรื่องของฆราวาส แต่เมื่อปรากฎข้อมูลข่าวชัดเจนจะอ้างไม่รู้ไม่เห็นต่อไปไม่ได้ การไม่ส่งคืนรถให้ทางราชการจะถือว่ายินดีรับไว้หรือไม่ ซึ่งผิดวินัยสงฆ์ต้องปราชิกสิขาบทที่ 2 ปรับอาบัติ เปรียบเทียบได้กับการรับของโจรของฆราวาส” หลวงปู่พุทธะอิสระกล่าว





