สปท.ถกแก้พ.ร.บ.กสทช. ที่ประชุมไม่พอใจปธ.กมธ. แจงไม่ชัด"วิทยา"ระบุสปท. ไม่ได้มีหน้าที่เชียร์รัฐบาล
ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ( สปท.) ที่มี นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. คนที่ 1 เป็นประธาน ได้พิจารณาแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เรื่องแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) (ฉบับที่..) พ.ศ....โดยพล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน ได้ชี้แจงว่า การเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว ทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เสนอมา ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบการเสนอกฎหมายการตรวจร่างจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล
จึงจำเป็นต้องปรับปรุงองค์กรที่ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแลกิจการด้านโทรคมนาคม วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้มีการทำงานที่เป็นเอกภาพ เกิดความคล่องตัว ในการใช้จ่ายงบประมาณ การออกใบอนุญาต ซึ่งมีการปรับปรุงรวมบอร์ดต่างๆให้เหลือเพียง กสทช.เพียงบอร์ดเดียว ตามมาตรา 23 การเพิ่มอำนาจหน้าที่ในการเจรจา ตามมาตรา 16 และเพิ่มการเยียวยา ตามมาตรา 31-34
จากนั้นประธานที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยมีสมาชิกให้ความสนใจ ซักถาม และบางส่วนได้ท้วงติงร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก สปท. ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะขัดต่อกฎหมาย เพราะทำให้ กสทช.เป็นองค์กรของรัฐ ไม่มีคอิสระจริง ทั้งที่ผ่านมาสังคมพยายามต่อสู้ให้ กสทช.เป็นอิสระจากรัฐ
อย่างไรก็ตามสมาชิกส่วนใหญ่ยังไม่พอใจการตอบข้อซักถามของพล.อ.อ.คณิต ที่ไม่ได้รับความกระจ่าง ซึ่งในที่สุดนายอลงกรณ์ ประธานในที่ประชุมได้ตัดบทพร้อมให้ลงมติ โดยระบุว่าสมาชิกสามารถเสนอข้อคิดเห็นต่อกมธ.เพื่อปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ ก่อนที่นำเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งปรากฏว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ด้วยคะแนน 128 ต่อ 11 และงดออกเสียง 17 และให้ส่งเรื่องไปยังครม.ดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังการลงมติ นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. ได้ลุกขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมว่า ตนได้งดออกเสียง เนื่องจากไม่สบายใจต่อการทำงานของสปท. โดยไม่เข้าใจว่า สปท. หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาทำไม เพราะเมื่อฟังประธานกมธ. ระบุว่าเป็นการดำเนินการตามที่มีการเสนอมา ซึ่งเมื่อมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทำแล้วเราจะทำอีกทำไม เป็นการทำงานซ้ำซ้อน อีกทั้งเมื่อนำข้าสู่วาระการประชุมก็ต้องชี้แจงข้อสงสัยของสมาชิกให้ได้ทุกข้อ และต้องรับฟังความคิดเห็นในสภานี้ให้ได้ เราเป็นสภาปฏิรูป ไม่ได้ทำหน้าที่เขี่ยลูกอย่างเดียว ทั้งนี้ต้องตำหนิวิปสปท. ที่นำเรื่องเข้าสู่วาระการพิจารณา ลองคิดดูว่าหากสภาไม่เห็นชอบก็เท่ากับ สปท.สวนหมัดกับรัฐบาล แต่ถ้าเห็นชอบก็ยังออกเป็นกฎหมายไม่ได้ จะกลายเป็นแค่เสียงเชียร์รัฐบาล ซึ่งท่านกำลังเอาสภาไปเสี่ยง ถ้าเราทำเช่นนี้ก็จะเสียหาย คิดว่า วิป สปท.จะต้องมีความรอบคอบในการกำหนดวาระการประชุม





