ร่างรธน.ออกมาจะสำเร็จมาเป็นร่างฉบับแรกในเดือนนี้ ก่อนที่จะนำไปรับฟังความเห็นจากประชาชน และนำกลับมาปรับปรุงอีก ก่อนที่จะนำออกไปทำประชามติ
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประชุมกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนอกสถานที่ เรียกได้ว่าไปเก็บตัวกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มๆเพื่อกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญออกมา และจะสำเร็จมาเป็นร่างฉบับแรกในเดือนนี้ก่อนที่จะนำไปรับฟังความเห็นจากประชาชน และนำกลับมาปรับปรุงอีกครั้งก่อนที่จะนำออกไปทำประชามติ
อย่างไรก็ตาม มีส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่น่าสนใจ ซึ่งก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นกฎหมายสูงสุด และเป็นกฎหมายแม่บทของประเทศ ดังนั้นการแก้ไขจึงควรจะมีขั้นตอนและกระบวนการที่มีความเข้มข้นกว่าปกติ ไม่ใช่ใครที่เข้ามามีอำนาจก็สามารถแก้ไขกติกาของประเทศได้
แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจด้วยว่า ไม่มีกฎหมายใดที่จะเหมาะสมกับทุกเวลาและทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญของประเทศเราที่ผ่านๆมา ทำเพื่อสถานการณ์เฉพาะหน้าและความต้องการของผู้มีอำนาจในขณะนั้น ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและสมควรการแก้รัฐธรรมนูญต้องสามารถทำได้ไม่ยากจนเกินไป เพราะหากแข็งหรือยากเกินไปแล้ว สุดท้ายหากถึงวันที่กฎหมายไม่เป็นที่ยอมรับก็เหลือแต่เพียงทางฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ทางที่ถูกต้อและนำมาซึ่งความขัดแย้ง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ได้ตามระบบร่าง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เช่นกันที่กำหนดการแก้ไขที่ค่อนข้างยาก และค่อนข้างแข็งตัว
โดยในส่วนที่ห้ามแก้ไขเด็ดขาดคือ ห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข,ส่วนการแก้ไขที่เกี่ยวกับ หมวด1บททั่วไป, หมวด2 พระมหากษัตริย์, หมวด13 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ หรือ เกี่ยวด้วยคุณลักษณะ ลักษณะต้องห้ามของส.ส., ส.ว. หรือองค์กรอิสระ ต้องผ่านการทำประชามติก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ
กรธ.กำหนดด้วยว่า ในวาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการ ต้องมีเสียงของส.ว.เห็นชอบด้วย ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ขณะที่ในวาระสาม ขั้นเห็นชอบ ต้องมีเสียงของส.ส. ทุกพรรคที่มีจำนวนสมาชิกเกิน10คน อย่างน้อยร้อยละ 10 เช่น ถ้าหากมีส ส.ส. 100 คน ต้องมีคนเห็นด้วย 10 คน หากพรรคมี ส.ส. 10 คนต้องมีผู้เห็นด้วย 1 คน
แก้รัฐธรรมนูญยังไม่สิ้นสุดแค่นั้น เพราะก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ยังเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเนื้อหาอีกด้วย
หากเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วจะเห็นว่าร่างฉบับนี้ถูกออกแบบมาให้แก้ง่ายกว่า แต่ก็ยังอยู่ในระดับยากอยู่ดี
โดยเฉพาะเรื่องการที่ให้พรรคการเมืองที่มี ส.ส. เกิน 10 คน ต้องมีคนเห็นชอบ 10% ซึ่งเอาเข้าจริงถือเป็นเรื่องยาก เพราะหากพรรครัฐบาลเสนอแก้ พรรคฝ่ายค้านก็มักจะไม่โหวตให้ อย่าว่าแต่ 10% เลย หลายครั้งเราได้เห็นว่าเสียงจากฝ่ายค้านเป็นศูนย์เสียด้วยซ้ำ
ดังนั้นในอนาคตหากจะมีการแก้รัฐธรรมนูญจริง ต้องมีการขอเสียงจากพรรคฝ่ายค้านให้ได้ และพรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองต้องปรองดองกัน มิเช่นนั้นแล้วโอกาสแก้รัฐธรรมนูญได้ก็จะกลายเป็นศูนย์





