"มีชัย" ระบุร่างรธน. เพิ่มมาตรา ตรวจเข้มคนทุจริตเข้าสู่การเมือง พร้อมเขียนมาตรการใหม่ให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบทำงานที่รธน.กำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา วานนี้ (17ม.ค.) ในวันสุดท้าของการพิจารณานอกสถานที่ที่ จ.เพชรบุรี ว่าที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเสร็จทั้ง 261 มาตรา ที่ครอบคลุมใน 13 หมวด แต่ยังไม่รวมบทบัญญัติในส่วนของบทเฉพาะกาล
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. แถลงผลการประชุมรวมถึงตอบคำถามของสื่อมวลชน กล่าวถึงรายละเอียดที่จะเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล อาทิ การกำหนดให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับสำคัญๆ ประมาณ 10 ฉบับ อาทิ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ที่เป็นกลไกและมาตรการป้องกันการทำนโยนบายประชานิยม ที่ไม่สามารถนำมาเขียนเป็นกลไกในรัฐธรรมนูญได้ ดังนั้นต้องกำหนดให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลใช้ก่อนการเลือกตั้ง, การกำหนดระยะเวลาเลือกตั้งภายหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้, การดำรงอยู่ของกรรมการในองค์กรอิสระที่ถูกแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ทั้งนี้ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีบทบัญญัติปรับส่วนคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามของกรรมการองค์กรอิสระที่บทต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ดังนั้นต้องกลับไปพิจารณาว่ากรรมการในองค์กรใดจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อ หรือสิ้นอายุไป ทั้งนี้ต้องดูวาระการดำรงตำแหน่งที่เหลืออยู่ด้วย
ประธานกรธ. กล่าวย้ำถึงสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ได้ปรับบทบัญญัติที่เคยเขียนโดยให้อำนาจมาก่อนหน้าที่ จะปรับให้หน้าที่มาก่อนการใช้อำนาจ เพื่อสร้างความตระหนักของการทำหน้าที่มากกว่าการมีอำนาจ นอกจากนั้นได้ให้ความสำคัญกับการทุจริตการบริหารงาน ฝ่ายการเมือง และฝ่ายประจำ จึงมีเนื้อหาที่เข้มข้น อาทิ การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามจำนวนมาก, สกัดคนที่ทุจริตในเรื่องสำคัญไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเมือง โดยเฉพาะการทุจริตต่อหน้าที่, ทุจริตการเลือกตั้ง หรือ ประเด็นที่พบการร่วมมือทุจริตทุกองคาพยน เช่น การจัดสรรงบประมาณให้ส.ส. นำไปใช้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ร่วมมือของ ส.ส., ส.ว. สำนักงบประมาณ, กระทรวง ทบวง กรม และ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดได้กำหนดบทแซงชั่นว่า ต่อไปนี้หากใครทำ ต้องพ้นจากหน้าที่ หากสภาผู้แทนราษฎร อนุมัติงบประมาณในลักษณะดังกล่าว ต้องพ้นไปทั้งสภาฯ, หากครม. อนุมัติโครงการลักษณะดังกล่าว ครม. ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
“ผู้มองว่ากรณีที่กรธ. กำหนดบทบัญญัตินี้ทำให้รัฐบาลบริหารงานลำบาก ผมคิดว่าหากลำบากเพราะไม่ยอมให้ทุจริต ก็ต้องยอมให้รัฐบาลลำบาก แต่หากรัฐบาลไม่คิดทุจริต หรือหลีกเลี่ยงรัฐธรรมนูญอย่างที่เคยทำมา ไม่ลำบากอะไร เพราะร่างรัฐธรรมห้ามไม่ให้จัดสรรงบประมาณให้ส.ส. หรือ ให้ส.ส.เข้ามาใช้จ่ายเงินงบประมาณ ดังนั้นครม. ต้องไม่ทำ หากครม. ทำแต่หากเขาทำแล้วจะมาบอกว่าเราสร้างความลำบาก ก็ไม่มีเหตุผลใดอธิบายให้ประชาชนฟังได้ และเพื่อให้กลไกขจัดทุจริตเกิดผลแท้จริงได้กำหนดมาตรฐานการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระให้มีมาตรฐานสูงและวิธีการทำงานที่คล่องตัวมากขึ้น และปรับเงื่อนไขให้ทำงานได้รวดเร็ว ทันการณ์ เพื่อให้คนกลัวการทำผิด” นายมีชัย กล่าว
นายมีชัย กล่าวด้วยว่าสำหรับบทบัญญัติที่เป็นการควบคุมหรือการกำกับการใช้อำนาจรัฐและถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่นั้น ร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินครม. ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ,กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1.ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผยและมีความระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม 2.ใช้จ่ายเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด, 3.ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี, 4.สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างผาสุข, 5.คุ้มครองป้องกันไม่ให้มีการแทรกแซงกิจการภายในของชาติ
“ถือเป็นครั้งแรกที่กำหนดกรอบการทำงานของ ครม. ส่วนที่เกี่ยวกับการกระทบกับประชาชนจะอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ส่วนประเด็นการแบ่งแยกอำนาจของส.ส.ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อไม่ให้ใช้อำนาจสร้างประโยชน์ตนเองนั้นมีบทบัญญัติที่กำหนดด้วยว่าต้องพ้นจากตำแหน่ง แต่ละบทบาทและแต่หน้าที่ถูกห้าม เมื่อเป็น 2 อย่างก็ต้องถูกห้ามสองซ้อน โดยมีบทห้ามไว้แล้ว” นายมีชัย กล่าว





