"คณิน" ระบุร่างรธน.ไม่ว่าจะผ่านด้วยวิธีการใด ถ้าผ่านแค่3เรื่องในร่างรธน.นี้ ก็ทำให้ประเทศ "เจ๊ง" ได้
นายคณิน บุญสุวรรณ อดีต ส.ส.ร. ปี 2540 ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าว กรณี ร่างรัฐธรรมนูญที่จะเสร็จร่างแรกวันที่ 29 ม.ค. นี้ ว่า เท่าที่ดูในภาพรวมจากที่ กรธ. ได้แถลง มาทั้งหมด ถ้าประกาศใช้ไม่ว่าจะโดยผ่านประชามติหรือโดยใช้ ม. 44 หักดิบเอาก็ตาม จะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะ “วิกฤตหมดทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่กองทัพ ก็จะวิกฤตตามไปด้วย
นายคณิน กล่าวว่า 3 เรื่องที่ว่านั้น ได้แก่ 1.เรื่อง เบียดบังอำนาจอธิปไตยของปวงชน 2.เรื่อง อำนาจอันล้นฟ้าของศาลรัฐธรรมนูญ และ 3.เรื่อง โครงสร้างทางอำนาจที่ไร้สมดุลชนิดที่เรียกว่า “เอียงกระเท่เร่”
นายคณิน กล่าวต่อว่า เรื่องการเบียดบังอำนาจอธิปไตยของปวงชน ตัวอย่างเช่น 1.การกำหนดให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารและเป็นผู้นำประเทศ และ ส.ว. ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 2.การออกแบบให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็น “อำนาจที่สี่” ซึ่งมีอำนาจ เหนือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และ 3.มีอคติ ต่อนักการเมือง และไม่ไว้วางใจประชาชนว่าจะสามารถเลือกคนดีมาบริหารประเทศได้ อุปมาเหมือนมือหนึ่งตั้งท่ากีดกันนักการเมืองมิให้เข้าสภาได้ง่ายๆ แต่อีกมือหนึ่งกลับ กวักเรียกพวกที่อยู่บนหอคอยงาช้างให้มามีอำนาจในบ้านเมือง เป็นต้น
ส่วนศาลรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจล้นฟ้า ชนิดที่เรียกว่าเป็น “Super Court” นั้น ตัวอย่าง เช่น 1.มีอำนาจวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประมุขฝ่ายบริหารและเป็นผู้นำประเทศ และประธานรัฐสภาซึ่งเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติและมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ออกจากตำแหน่ง ฐาน ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ 2.มีอำนาจยับยังมิให้นำร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย 3.มีอำนาจวินิจฉัยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือแม้แต่ศาลเป็นไปตาม หลักนิติธรรมหรือไม่ และ 4.มีอำนาจวินิจฉัยว่าการใดหรือการกระทำใด ที่ไม่มีบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ ซึ่งเท่ากับให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดย ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางรัฐสภานั่นเอง
นายคณิน ยังได้กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องความไร้สมดุลของโครงสร้างทางอำนาจตาม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฯ นั้น ปรากฏว่าเลวร้ายกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 เสียอีก เพราะในขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 นั้น ถึงแม้จะให้นายกฯ มาจากการเลือกตั้ง แต่ ส.ว. จำนวนครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหาของคณะบุคคลเพียงแค่ 7 คน รวมทั้งองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญก็มาจากการแต่งตั้งโดยไม่ยึดโยงกับประชาชนเลย แต่โครงสร้างทางอำนาจตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฯ ยิ่งเลวร้ายกว่า เพราะนายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง มิหนำซ้ำ ส.ว. ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 200 คน ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ให้คนเพียงไม่กี่พันคนเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม แถมยังเพิ่มอำนาจและเขี้ยวเล็บให้แก่องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 เสียอีก จึงทำให้ฝ่ายการเมืองที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชน ตัวลีบเล็กและเปราะบาง จนมีสภาพไม่ผิดอะไรกับ “เป็ดง่อย” หรือ “ลูกไก่ในกำมือ” ของระบบศาล องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ ส.ส. และพรรคการเมืองก็เปรียบเสมือนเป็น
“ลูกไล่” ของ กกต. และศาลรัฐธรรมนูญจะตบหัว หรือลูบหลังอะไรก็ได้ทั้งนั้น ด้วยเหตุนี้ ตนถึงได้กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้านำไปประกาศใช้โดยไม่แก้ไขหลักการใน 3 เรื่องที่กล่าวมานี้ ก็ต้องมาดูว่าอันไหนจะ “ล้ม” ก่อนกัน ระหว่างตัวรัฐธรรมนูญกับประเทศชาติและประชาชน





