วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรธ.ถกหมวดองค์กรอิสระ วางหลักการทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ

กรธ.เริ่มพิจารณาหมวดองค์กรอิสระ วางหลักการใหม่ให้กรรมการองค์กรอิสระ ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่มีอคติทั้งปวงต่อการใช้ดุลยพินิจ

กรธ.เริ่มพิจารณาหมวดองค์กรอิสระ วางหลักการใหม่ให้กรรมการองค์กรอิสระ ทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่มีอคติทั้งปวงต่อการใช้ดุลยพินิจ วางระยะห่างกับอดีตนักการเมือง ต้องพ้น 10 ปีก่อนมาลงสมัครเข้ารับการสรรหา เพิ่มประเด็นให้ กก.สรรหาองค์กรอิสระ คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมมาทำหน้าที่ได้ หากพบคนที่มาสมัครยังดีไม่พอ เขียนให้ องค์กรอิสระ ทำมาตรฐานจริยธรรม คลุมบังคับใช้นักการเมือง ด้านร่างบทบัญญํติ “กกต.” ปรับเพิ่มจำนวนกรรมการ เป็น 7 คน ให้สิทธิจัดการเลือกตั้ง-ตรวจสอบ-กำกับงานให้สุจริตเที่ยงธรรม คงอำนาจให้กกต. ระงับ-เปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้หากพบความไม่สุจริต 

ในการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรธ. วาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ต่อเนื่องเป็นวันที่ห้า ได้เข้าสู่หมวด 9 องค์กรอิสระ ที่ประกอบด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ในช่วงของการประชุม กรธ. ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้ารับฟังการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวได้เพิ่มเติมประเด็นที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550  คือ ในร่างมาตราตอนต้น เป็นบทว่าด้วยการวางหลักการเกี่ยวกับองค์ประกอบของกรรมการสรรหาองค์กรอิสระยกเว้นกรรมการสิทธิมนุษยชน  ประกอบด้วย ประธานศาลฏีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร, ตุลาการศาลปกครองที่ไม่ต่ำกว่าตุลาการหัวหน้าคณะในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 1คน ซึ่งเลือกจากที่ประชุมศาลปกครองสูงสุด และอีก 5 คน มาจากบุคคลที่กรรมการองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้คัดเลือกจากบุคคลภายนอกองค์กร องค์กรละ 1  คน 

นอกจากนั้นได้กำหนดเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกรรมการในองค์กรอิสระทุกองค์กรต้องทำหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนด รวมถึงต้อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง เที่ยงธรรม มีความกล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลยพินิจ ส่วนการกำหนดการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่การกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนั้นได้เพิ่มเติมประเด็นช่วงอายุของกรรมการ ที่ต้องอยู่ระหว่าง 45-70 ปี ขณะที่ประเด็นความเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองนั้น กำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น  ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี  

ขณะที่ร่างบทบัญญัติว่าด้วยการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระ ได้เพิ่มช่องทางนอกจากการให้ผู้ที่มีคุณสมบัติซึ่งสนใจสมัครเข้ารับการสรรหาด้วยตนเองแล้ว ยังเปิดโอกาสให้กรรมการสรรหานั้นคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมทั่วไป โดยมีเหตุผลสำคัญคือ เพื่อต้องการให้การเลือกสรรกรรมการในองค์กรอิสระได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่เลือกคนที่แย่ที่สุดจากบรรดาผู้ที่มาสมัครเข้ารับการสรรหา

นอกจากนั้นได้กำหนดหน้าที่สำคัญกับองค์กรอิสระทุกองค์จัดทำมาตรฐานจริยธรรมเพื่อบังคับใช้กับทุกองค์กรอิสระรวมถึงผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยงานธุรการขององค์กร และมีผลให้ใช้บังคับกับส.ส., ส.ว. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งนี้กำหนดด้วยว่าการจัดทำมาตรฐานจริยธรรมดังกล่าวต้องรับฟังความเห็นของส.ส., ส.ว. และครม. ด้วย โดยมีเงื่อนไขสำคัญ คือต้องกำหนดลักษณะของการฝ่าฝืนจริยธรรมที่ร้ายแรงไว้ด้วยเพื่อป้องกันปัญหาการตีความ อย่างไรก็ตามในบทบัญญัติได้เปิดช่องให้ส.ส., ส.ว.และครม. สามารถกำหนดจริยธรรรมเพิ่มเติมเพื่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองได้ด้วย

ต่อมาที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาร่างมาตราว่าด้วย กกต. โดยได้วางหลักการให้ กกต. มาจากการสรรหา จำนวน 7 คน แบ่งเป็น มาจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการบริหาร และจัดการการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม จำนวน 5 คน และมาจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษณ์และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการที่ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2 คน ทั้งนี้เมื่อการสรรหาดำเนินการแล้วเสร็จ ต้องส่งให้ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติเห็นชอบโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนี่ง ขณะที่ประเด็นของการปฏิบัติหน้าที่นั้น กำหนดให้มีวาระดำรงตำแหน่ง 7 ปี ส่วนกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ กกต. มีตำแหน่งว่างลงและเหลือกรรมการไม่ถึง 4  คน ให้กรรมการฯทำงานได้เท่าที่จำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยมีเหตุผลประกอบคือ เพื่อกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันกับ กกต. จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เช่น เครื่องบินตกแล้ว กกต.ตายเป็นต้น

ส่วนการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกกต. นั้น มีสาระสำคัญ คือจัดการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือกส.ว., เลือกตั้งงสมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นและการออกเสียงประชามติ พร้อมกับควบคุมให้การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมและเป็นไปตามกฎหมาย กรณีที่พบเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งส.ส., เลือกส.ว. เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือการออกเสียงประชามติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ให้มีอำนาจสืบสวนได้

โดยกำหนดรายละเอียดว่า การสืบสวนดังกล่าว กกต. สามารถมอบหมายให้คณะบุคคลดำเนินการแทนได้ แต่ต้องเป็นไปภายใต้การกำกับและหลักเกณฑ์ที่ กกต.กำหนดไว้ เพื่อไม่ให้คณะบุคคลดังกล่าวใช้อำนาจตามอำเภอใจ จนถูกร้องเรียนเหมือนที่ผ่านมา กรณีที่ผลการสืบสวนดังกล่าวพบความไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เที่ยงธรรม กกต. สามารถออกคำสั่งระงับ ยับยั้ง หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกผลการเลือกตั้งได้ รวมถึงมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือเลือกใหม่ หรืออกเสียงประชามติใหม่ในบางเขตหรือบางหน่วยได้  โดยมีคำอธิบาย อาทิ การใช้อำนาจสั่งระงับ ยับยั้งการเลือกตั้งหรือเลือก หรือลงประชามติ อาจหมายถึงการพบความผิดซึ่งหน้า เช่น การยกหีบบัตรเลือกตั้งหนีต่อหน้า เป็นต้น รวมถึงให้มีหน้าที่ดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับประเด็นอื่นๆ  ที่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของกกต. ต่อวิธีการเลือกตั้งและการพิจารณา ที่ประชุมได้ให้คณะอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปรับแก้ก่อนนำมาเสนอในที่ประชุมพิจารณาต่อไป