วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เคาะโซนนิ่งสถานบริการร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา3ประเภท

“พล.อ.ไพบูลย์”เคาะโซนนิ่งสถานบริการร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา3ประเภท “มหาวิทยาลัย-อาชีวะ-มัธยม” จ่อชงครม.ประกาศใช้ทั่วประเทศ

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการศูนย์อำนวยการประสานกำกับติดตามผลการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่22/2558ว่าที่ประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับนิยามและเขตพื้นที่คำว่า “บริเวณใกล้เคียงสถานศึกษา”โดยเบื้องต้นกำหนดเป็นแผนใกล้เคียงเสร็จแล้ว3เขตพื้นที่ ประกอบด้วย เขตพื้นที่อุดมศึกษา อาชีวะศึกษาและมัธยมศึกษา หลังจากนี้จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อรับทราบและบังคับใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถไปดูข้อมูลในพื้นที่  

ส่วนพื้นที่ประถมศึกษาและอนุบาลในส่วนประถมศึกษาจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ส่วนอนุบาลที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่มีปัญหาไม่จำเป็นต้องกำหนดเขตพื้นที่ สำหรับการจัดโซนนิ่งสถานบริการของกระทรวงมหาดไทยกำหนดพื้นที่เสร็จแล้ว69จังหวัดเหลือเพียง8จังหวัด รวมพื้นที่กรุงเทพฯที่ยังดำเนินการไม่เรียบร้อยทั้งนี้ที่ประชุมให้ความเป็นห่วงประเด็นดังกล่าว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

พล.อ.ไพบูลย์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ยังต้องมีการหารือร่วมกันคือการที่โรงแรมเปิดใหม่และอยู่ใกล้เขตสถานศึกษาจะอนุญาตหรือไม่กรณีดังกล่าวถือเป็นการขัดเจตนารมณ์  เพราะการเปิดโรงแรมจะพ่วงด้วยสถานบริการมาด้วยแต่เนื่องจากธุรกิจดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวดังนั้นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นไปได้ที่จะมีการผ่อนผันให้ ขณะที่ร้านจำหน่ายสุราประเภทขายส่งล็อตใหญ่จะขอผ่อนผันได้หรือไม่กรณีนี้มีข้อสังเกตว่า   หากเป็นร้านขายส่งก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในชุมชน  

อย่างไรก็ตามขอให้ผู้ประกอบการรายเดิมสบายใจเพราะมาตรการใหม่จะไม่กระทบกับผู้ประกอบการรายเดิมยกเว้นมีการกระทำผิดกฎหมายจะต้องถูกปิดถาวร

ทั้งนี้การกำหนดโซนนิ่งจะไม่มีการกำหนดเป็นระยะห่าง  แต่จะกำหนดตามเส้นทางเช่นบริเวณใกล้เคียงม.นิด้าและโรงเรียนบางกะปิกำหนดโซนนิ่งทิศเหนือตั้งแต่ลำรางการเคหะถึงท้ายซอยเสรีไทย7แยก4ทิศใต้ตั้งแต่รั้วโรงเรียนพร้อมมิตรพิทยาถึงรั้วม.นิด้า ทิศตะวันออกตั้งแต่แยกนิด้าถึงรั้วโรงเรียนพร้อมมิตรทิศตะวันตกตั้งแต่รั้วม.นิด้าด้านฝั่งตะวันตกถึงลำรางการเคหะ

รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงการแก้ปัญหาเด็กแว้นว่า ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเฝ้านระวังยับยั้งได้ทุกพื้นที่จากปฏิบัติการพบว่ามี9จังหวัดที่มีปัญหาเด็กออกมาแข่งรถในทางสาธารณะและมีการรวมตัวจำนวนมาก แต่การที่ตำรวจตั้งด่านไม่สามารถแก้ปัญหาได้เพราะคนผิดจะเลี่ยงไปแข่งพื้นที่อื่น    ดังนั้นจึงขอให้ตำรวจเปลี่ยนปฏิบัติการเป็นการเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้กระทบกับงานดูแลความสงบด้านอื่นและให้เฝ้าระวังในพื้นที่จังหวัดหลักประกอบด้วย  กทม.  ชลบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สงขลาในส่วนกลางจะจัดชุดเฉพาะกิจเข้าไปในพื้นที่ในส่วนของเด็กนอกสถานศึกษาที่สั่งการให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)รวบรวมข้อมูลพบว่ามีความซ้ำซ้อน  เพราะเป็นงานปกติของพม.อยู่แล้วจึงให้รวบรวมเป็นข้อสังเกตแทน