วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มีชัย'บอกระบบเลือกตั้งใหม่ ไม่ทำการเมืองอ่อนแอ

กรธ. ถกร่างรธน.วันที่ 4 "มีชัย"ย้ำระบบเลือกตั้งใหม่ ไม่ทำการเมืองอ่อนแอ ชี้ไม่ให้รองประธานสภาจากฝ่ายค้าน หวั่นทะเลาะเพิ่ม

มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นวันที่ 4 มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยพิจารณาในหมวด 7 รัฐสภา ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงบททั่วไปและวุฒิสภา และพิจารณาต่อในส่วนที่4 บทที่ใช้แก่ทั้งสองสภา ซึ่งพิจารณาไปแล้ว 2 - 3 มาตรา โดยเช้านี้เริ่มที่มาตรา 118 และต่อด้วยการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งกรธ.จะพยายามให้จบหมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรีในวันนี้

โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงภาพรวมในการทำงาน ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหมวดรัฐสภา เช่น การเลือกตั้งส.ส. ทางกรธ.ยังยืนยันในหลักการที่ให้เลือกตั้งส.ส.แบ่งเขตและระบบบัญชีรายชื่อด้วยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวเหมือนเดิม และยืนยันว่าหลักการนี้ไม่ได้ทำให้การเมืองแตกแยกหรืออ่อนแอ และเชื่อว่าการเลือกตั้งจะไม่มีความรุนแรง รวมทั้งยังให้ส.ส.สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ โดยไม่ได้ห้ามเอาไว้

นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่กรธ.เห็นชอบกับการไม่ให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรมาจากฝ่ายค้าน เนื่องจากเห็นว่าการเลือกประธานสภาฯเป็นเรื่องของส.ส. ถ้ากรธ.ไปกำหนดเป็นการเฉพาะเอาไว้อย่างนั้น จะทำให้ขัดกับหลักการทั่วไป ประกอบกับการเอาฝ่ายค้านไปเป็นรองประธานฯก็จะเกิดการทะเลาะกันข้างบน ส่งผลให้องค์กรนี้ที่แย่อยู่แล้วต้องแย่ลงไปอีก จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับกรธ.ก็ไม่ได้กำหนดว่าฝ่ายค้านจะต้องเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสภาฯ ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต เพราะเราคิดว่าเรื่องนั้นต้องไปกำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมสภาฯที่สภาฯต้องไปตกลงกันเองในอนาคต อย่างไรก็ตามกรธ.กำหนดเพียงว่าการตั้งคณะกรรมาธิการในสภาฯจะต้องคำนึงถึงทุกพรรค

นายมีชัย กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการปรับเปลี่ยนกระบวนการการสรรหาคณะกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กรธ.ไม่ได้มุ่งเน้นและเปลี่ยนแปลงเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ แต่จะเปลี่ยนแปลงในทุกองค์กร โดยจะให้เป็นวิธีการและมาตรฐานเดียวเหมือนกันหมด และ ต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้จะมาดำรงตำแหน่งต้องสูงขึ้น ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มีอำนาจเพิ่มมากขึ้นอย่างที่มีใครตั้งข้อสังเกต เพราะเดิมทีศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการชี้ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งอยู่แล้ว เพียงแต่มีการกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆเพิ่มมากขึ้น ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีภารกิจมากขึ้น 

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญถูกผลักให้เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะมีบางฝ่ายไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายมีชัย กล่าวว่า ในอดีตเราใช้คนที่มีคุณสมบัติในทางกว้างๆ แต่ตอนนี้เราพยายามจะกำหนดคุณสมบัติที่เน้นว่าต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ในเชิงวิชาการเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดทุกอย่างจะเป็นไปตามวิชาการที่สามารถนำไปอ้างอิงได้ ส่วนคนที่มีความรู้ในด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็จะคอยชี้แนะในทางปฏิบัติ ดังนั้น องคาพยพขององค์กรอิสระจะเปลี่ยนไป และมีมาตรฐานสูงขึ้น อย่างศาลรัฐธรรมนูญ ทางกรธ.ก็เห็นด้วยในหลักการว่าควรให้บุคคลที่เป็นศาสตราจารย์ที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าวมาแล้วหลายๆปีเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าได้คนที่มีความรู้ความชำนาญจริงๆ ทั้งนี้เราจะยกมาตรฐานให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าในอนาคตจะไม่มีข้อกังขาในพื้นความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนการในการสรรหาก็จะให้ไกลจากการเมืองให้มากที่สุด 

ส่วนการให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัยกรณีประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือรัฐธรรมนูญมาตรา 7 นั้น เราเห็นว่าที่ผ่านมาแม้จะมีการกำหนดเอาไว้แต่รัฐธรรมนูญในอดีตไม่เคยมีการบอกว่าจะให้องค์กรไหนเข้ามาทำหน้าที่วินิจฉัย ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่วินิจฉัย ซึ่งเราเห็นว่าเป็นเรื่องถูกต้อง จึงนำมาบัญญัติไว้ในหมวดศาลรัฐธรรมนูญว่าถ้าไม่มีบทบัญญัติที่จะใช้บังคับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง 

เมื่อถามว่าการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา7จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นซูเปอร์องค์กรหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557ก็ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว มันไม่มีทางเลี่ยง จึงไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจแต่อย่างใด เพียงแต่เขียนให้มันชัดเจนเท่านั้น ทุกอย่างจะได้จบ และเมื่อมองดูแล้วก็ไม่มีองค์กรไหนที่จะชี้ขาดได้เหมาะสมเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญ 

เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะมีวาระการดำรงตำแหน่งกี่ปี นายมีชัย กล่าวว่า ยังคงให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี แต่กำลังหารือกันอยู่ว่าจะสามารลดลงมาที่ 7 ปี ได้หรือไม่ ซึ่งต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเดิมทีให้ตุลาการศาลปกครองมาทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะทราบกันดีว่าจะได้คนที่ไม่ค่อยเด่นดังในศาลปกครองมาทำหน้าที่ เราเลยคิดว่าถ้ามาดำรงตำแหน่งในศาลรัฐธรรมนูญอาจจะอยู่ในตำแหน่งได้ถึงอายุ 75 ปี อาจจะทำให้คนเก่งๆให้ความสนใจมากขึ้น