วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กำจร'เผยเตรียมชงบอร์ดก.ค.ศ. พิจารณาเกณฑ์พีเอ27มค.นี้

"นพ.กำจร" เผยเตรียมชงบอร์ด ก.ค.ศ.พิจารณาเกณฑ์พีเอ 27 ม.ค.นี้ หวังทันประกาศใช้ปีการศึกษา 2559

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินวิทยฐานะ ครั้งที่ 1/2559  เปิดเผยว่า ขณะนี้รูปแบบและรายละเอียดของการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา มีวิทยฐานะและเลื่อนเป็นวิทยฐานะ “ชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ” ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance  Agreement) หรือ พีเอ  ค่อนข้างลงตัวแล้ว โดยจะแบ่งพีเอออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การปฏิบัติหน้าที่ปกติ ที่กำหนดให้ครูทุกคนจะต้องเขียนแผนการปฏิบัติการสอน จัดทำสื่อการสอน การดูแลเด็กไม่น้อยกว่ากี่ชั่วโมงต่อ ฯลฯ เสนอให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และ2.การพัฒนาเข้าสู่วิทยฐานะ เบื้องต้นจะมีการจัดทำคู่มือประกอบว่าผู้ขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะในแต่ละระดับนั้นต้องมีแผนการพัฒนาอะไรบ้าง มีเป้าหมายอย่างไร ซึ่งเป้าหมายก็จะต้องแตกต่างกันไปยิ่งวิทยฐานะสูงเป้าหมายยิ่งยากขึ้นตามลำดับ

“ตรงนี้ถือเป็นหลักการสำคัญของการขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะตามเกณฑ์พีเอ ส่วนของการกลั่นกรองการประเมินผู้ขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะนั้น ที่ประชุมเสนอว่าจะพิจารณาจากหลักฐาน ข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจน และลดการใช้ดุลยพินิจลง ส่วนกรณีที่จะระบุเพิ่มลงไปในคุณสมบัติของผู้ขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะว่าจะต้องไม่ค้างชำระหนี้จนถึงขั้นถูกยื่นโนติสในวันที่ขอมี หรือขอเลื่อนวิทยฐานะนั้น ที่ประชุมได้หารือกันและเห็นว่าเป็นประเด็นที่มีคนไม่เห็นด้วยอยู่บ้าง จึงเห็นว่าจะไม่กำหนดเรื่องดังกล่าว แต่จะระบุว่าต้องมีความประพฤติดี ไม่กระทำผิดวินัย จรรยาบรรณวิชาชีพ แต่หากพบมีการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในปัญหาหนี้สินภายหลัง ก็อาจจะเป็นข้อแม้ที่จะใช้ดุลยพินิจพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะได้ เป็นต้น”รศ.นพ.กำจร กล่าวและว่า คาดว่าจะสามารถเสนอที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานพิจารณาในวันที่ 27 ม.ค.นี้ เพื่อจะได้เริ่มใช้ทันทีปีการศึกษา 2559

ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม หากที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบเกณฑ์พีเอแล้วนั้น ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ปีจะอนุโลมให้สามารถใช้หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้มีผลงานดีเด่น ที่ประสพผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์มีวิทยฐานะหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการ พิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ว 13/2556 และหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ว 17/2552  ไปพลางก่อน จากนั้นจะค่อยปรับไปใช้ในเกณฑ์พีเอ

อนึ่ง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา มีวิทยฐานะและเลื่อนเป็นวิทยฐานะ “ชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ” ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน (Performance  Agreement) นั้นผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม ก.ค.ศ.สมัยพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ เพื่อให้การขอเข้าสู่วิทยาฐานะเป็นการประเมินโดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ของ เด็กมากกว่าการทำผลงานวิชาการแบบที่ผ่านมา โดยกำหนดให้การ ประเมินจะต้องผ่าน2 ขั้นตอน คือ การกลั่นกรองด้วยวิธีการสอบวัดความรู้ ตาม8กลุ่มสาระการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และดูผลงานทางวิชาการซึ่งจะวัดจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กซึ่งในส่วน ต่อมาในการประชุมก.ค.ศ.ที่ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานได้พิจารณาแล้วเห็นว่าขั้นตอนการสอบนั้นอาจจะทำให้ครูที่มีความความรู้ มีประสบการณ์ สอนเก่ง แต่ไม่ถนัดวิชาการสอบไม่ผ่าน จึงมีมติ ชะลอการสอบตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว และให้มีการศึกษาใหม่ยึดแนวทางลดภาระ และไม่ให้ครูออกจากห้องเรียน เพราะต้องเตรียมตัวสอบ