ขบวนการภาคประชาชน จับตาการสรรหาบอร์ด-ผจก.สสส.
นายคำรณ ชูเดชา เครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจแอลกอฮอล์ หนึ่งในขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนซึ่งจะมีการนัดหารือกันวันที่ 11 ม.ค.นี้ ว่า เป็นการนัดหารือตัวแทนจากทุกเครือข่ายเพื่อกำหนดแนวทางและประเมินสถานการณ์ต่อไป เพราะล่าสุด คตร. ยังได้แจ้งว่า กระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วทำให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้เหมือนเดิม ซึ่งการผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในแนวทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาประเด็นเรื่องการสรรหาบอร์ด สสส. และผู้จัดการ สสส.ที่กำลังจะแต่งตั้ง ซึ่งจะมีการสรุปแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป
“ประเด็นที่ยังเป็นห่วงในเรื่องการสรรหาบอร์ด คือ ยังต้องจับตาดูเพื่อไม่ให้คนที่เป็นนิมินีของธุรกิจที่เสียประโยชน์จากการทำงานของสสส. หรือ คนที่มีแนวคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อการทำงานของสสส. เข้ามาอยู่ในบอร์ด ซึ่งต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี ที่ยังให้ สสส. ได้ดำเนินการสรรหาด้วยวิธีการปกติ ซึ่งภาคีผู้รับทุนมีสิทธิในการเลือกบุคคลให้กรรมการสรรหาเป็นผู้สรรหาอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งผู้จัดการสสส.นั้น ผู้ที่จะมาทำงานควรต้องเป็นคนที่เข้าใจการทำงานของภาคประชาสังคม เพราะสสส.ทำหน้าที่เหมือนฝ่ายเลขา ส่วนภาคีเป็นคนออกไปทำงาน คนที่มาทำงานจึงต้องเข้าใจบทบาทการทำงาน ให้เกียรติกัน มองกันด้วยความเข้าใจไม่ใช่แค่นายจ้างลูกจ้าง”นายคำรณ กล่าว
นายคำรณ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่จะมีการหารือเพื่อวางแนวทางร่วมกันต่อไป คือ ประเด็นการตีความของกรมสรรพากร ที่ตีความว่าองค์กรเอกชนที่ไปขอรับเงินสนับสนุนจาก สสส. จะต้องถูกประเมินภาษีด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องมีการแก้ไขต่อไป เพราะองค์กรภาคเอกชนที่รับทุนจากสสส.นั้น ไม่ได้ทำเพื่อหากำไร แต่เป็นการทำงานแทน สสส. งบประมาณและผลงานทั้งหมดก็เป็นของ สสส. การรับงบประมาณมาต่างจากบริษัทที่รับงานรับเหมาหรือประมูลงาน เช่น บริษัทเอกชนรับเหมางานได้เงิน 3 ล้าน ก็จะมีการรวมกำไรอยู่ในนั้น แต่องค์กรเอกชนที่รับงาน สสส. โครงการ 3 ล้านเหมือนกัน จะต้องทำงานตามงบทั้งหมดและหากมีงบประมาณเหลือก็ต้องส่งคืน สสส. ใบเสร็จทุกใบที่ใช้เงินไปต้องแสดงต่อ สสส. ทั้งหมดว่าได้ทำงานตามวัตถุประสงค์ ส่วนคนทำงานนั้นก็ต้องเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลอยู่แล้ว จึงต้องมีการคุยกันว่าจะแก้ไขในเรื่องดังกล่าวอย่างไร





