วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมพร' ยื่นขอความเป็นธรรม หลังถูกปลดพ้นบอร์ด สสส.

"สมพร ใช้บางยาง" ยื่นขอความเป็นธรรม "ประยุทธ์" หลังโดนม.44 ปลดจากบอร์ด สสส. ยันเพื่อกู้ศักดิ์ศรีตัวเอง ตลอดชีวิตไม่มีทุจริต

นายสมพร ใช้บางยาง อดีตกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ผ่านนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมและชี้แจงกรณีถูกคำสั่งคสช.ที่1/2559ตามมาตร 44ให้พ้นจากกรรมการสสส.

โดยนายสมพร ระบุในคำร้องว่าเนื่องจากคำสั่งคสช.ดังกล่าวไม่ได้ระบุเหตุผลในการให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการสสส.แต่ตนคาดว่า น่าจะมาจากกรณีที่ตนเป็นกรรมการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ที่รับเงินสนับสนุนจากสสส.ที่มองว่าเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน จึงขอเรียนว่าการรับเป็นกรรมการมูลนิธิฯนั้นได้รับการทาบทามจากนายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ที่มองว่าตนมีประสบการณ์ในกระทรวงมหาดไทยในหลายตำแหน่ง รู้พื้นที่ รู้ตัวบุคคลในระดับล่างอย่างดีและกว้างขวางในประเทศ จะช่วยกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและรณรงค์ในกลุ่มคนที่อยู่ในชนบทได้ เพราะตามสถิติพบว่าผู้สูบบุหรี่อีกจำนวนมากที่เข้าถึงได้ยาก และตนรับผิดชอบงานสุขภาวะชุมชนของสสส. ที่ทำงานกับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ2,000แห่ง ซึ่งตนพิจารณาแล้วว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และไม่มีระเบียบของสสส.หรือข้อห้ามใดใดกำหนดไว้จึงรับเป็นกรรมการมูลนิธิ และตลอดระยะเวลาที่เป็นกรรมการสสส.ไม่เคยใช้บทบาทของสสส.เพื่อประโยชน์ด้านงบประมาณหรือประโยชน์อื่นๆให้กับมูลนิธิ และในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณสนับสนุนมูลนิธิฯครั้งสุดท้ายในการประชุมบอร์ดสสส.ครั้งที่10/2556เมื่อวันที่20ธ.ค.2556งบประมาณจำนวน85.6ล้านบาท ตนก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่เมื่อทราบว่ามีการท้วงติงจากหน่วยงานตรวจสอบจึงได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นรองประธานมูลนิธิฯตั้งแต่วันที่2พ.ย.2558

นายสมพร ชี้แจงอีกว่า การให้ตนพ้นจากกรรมการสสส. และมีการให้สัมภาษณ์ของ ประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) กับสื่อมวลชนว่ากรณีของสสส.มีเรื่องการทุจริตเกิดขึ้น ทำให้สังคมเข้าใจว่าการให้กรรมการสสส.ทั้ง7คน พ้นจากตำแหน่งมีสาเหตุมาจากการทุจริตทำให้ตน ครอบครัวและวงศ์ตระกูล เสื่อมเสียชื่อเสียง ขาดความศรัทธา และความน่าเชื่อถือ จึงขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีว่าตลอดชีวิตการรับราชการตั้งมใจปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่น เสียสละ สุจริต เที่ยงตรง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมมาโดยตลอด สามารถตรวจสอบได้และจะถือปฏิบัติเช่นนี้จนกว่าจะหาไม่

“จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และพิจารณาให้ความเป็นธรรมตามที่ท่านจะเห็นสมควร ผลเป็นประการใดกรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง”นายสมพรระบุในคำร้อง

นายสมพร กล่าวด้วยว่า ตนจะไม่ฟ้องร้องใดๆ แต่อยากได้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา เพราะทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มาโดยตลอด อยากให้สังคมได้เข้าใจถึงความเป็นจริง ไม่ได้คิดว่าจะมาเรียกร้องเอาตำแหน่งใดๆ แต่ไม่สบายใจที่ชื่อเราเข้าไปอยู่ในกลุ่มของคนทุจริต ทำให้สังคมมองเราแบบผิดๆ เพราะตนไม่ได้ทำงานให้สสส.อย่างเดียว แต่ตนทำงานให้สังคมด้วย ตนต้องทำให้คนเชื่อมั่นมามีความซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือ ยืนยันว่าไม่ท้อแท้ต่อการทำงาน และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เรื่องแบบนี้ทนได้อยู่แล้ว เพราะทนมาตลอด อย่างไรก็ตามการยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นในส่วนของตนคนเดียวไม่เกี่ยวกับบอร์ดคนอื่นๆ เพราะภายหลังจากมีคำสั่งก็ไม่ได้พูดคุยกับบอร์ดคนอื่นแต่อย่างใด

“การมาชี้แจงให้นายกฯ ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทั้งนี้ผมไม่ได้ติดใจในเรื่องตำแหน่ง แต่มาเพื่อให้นายกฯและประชาชนทราบว่าเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ตลอดชีวิต มุ่งมั่นทำความดี และไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ ในองค์กรสสส. อยากให้รับทราบและให้ความเป็นธรรม โดยจะไม่ฟ้องร้องอะไรส่วนเรื่องระเบียบที่อาจจะผิดหรืออะไร เราไม่ว่ากัน เป็นเรื่องที่เราไม่รับรู้ แต่เราเชื่อว่าในความเป็นจริงเราทำสิ่งต่างๆ ถูกต้องตามระเบียบ แต่การออกคำสั่งให้เราอยู่กลุ่มแบบนั้นทำให้คนเข้าใจว่าเราอยู่ในกลุ่มทุจริตได้ มาวันนี้เพื่อรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรีของตัวเอง ส่วนการใช้มาตรา 44 จะรุนแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการหรือไม่นั้น อยู่ที่ข้อเท็จจริง หากมีหลักฐานชัดเจน มีการทุจริตแท้จริงก็จำเป็นต้องทำเพื่อเป็นตัวอย่างแก่ข้าราชการ”นายสมพร กล่าว