5อดีตบอร์ดสสส.ไม่รู้มีบ.เหล้า-บุหรี่จ้องล้มสสส. "สมพร" ยื่นหนังสือถึงนายกฯขอความเป็นธรรม “สงกรานต์” จี้รัฐตรวจสอบผลประโยชน์ทับซ้อนทุกกระทรวง
จากกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อาศัยอำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)2557ออกคำสั่งให้กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จำนวน7คน ประกอบด้วย นพ.วิชัย โชควิวัฒน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายสมพร ใช้บางยาง รศ.ประภาภัทร นิยม และนายวิเชียร พงศธร พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุนดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มกราคม นายสมพร ใช้บางยาง อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการกีฬากองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(บอร์ดสสส.) กล่าวว่า ตนได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าว เป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองว่าไม่มีการทุจริตใดๆตั้งแต่รับราชการมาจนกระทั่งเข้ามาทำงานกับสสส. ซึ่งการเป็นบอร์ดสสส.ก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าเมื่อเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วห้ามเป็นบอร์ด
“ที่ต้องยื่นหนังสือถึงนายกฯเพื่อเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผม ซึ่งทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่มีทุจริต การทำงานไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นการทำงานเพื่อส่วนรวม และช่วงที่เป็นกรรมการมูลนิธิและกรรมการในสสส. ก็ไม่เคยเอาตำแหน่งไปอนุมัติเงินใดๆให้มูลนิธิ ช่วงที่มีการพิจารณาโครงการของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ผมก็ไม่ได้เข้าร่วมพิจารณา ส่วนที่มีการระบุว่ามีขบวนการล้มสสส.โดยมีบริษัทเหล้า บุหรี่อยู่เบื้องหลังนั้น ผมไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่วงในขนาดนั้น”นายสมพรกล่าว
ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการสร้างเสริมสุขภาพสสส. กล่าวว่าคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มาตรวจสอบสสส. และรายงานว่าไม่พบการทุจริต แต่มีข้อกังวลกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งต้องพิจารณาดีๆ เพราะตนเองได้ลาออกจากกรรมการมูลนิธิวิถีสุขตั้งแต่ปี 2551และมาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.เพียงปีกว่าๆ ก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนอะไร
“เมื่อ คสช. จะแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องทำทุกกระทรวงโดยควรตรวจสอบว่า กระทรวงใดมีข้าราชการที่มีอำนาจหน้าที่ ควบคุมให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐ แต่ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐ(Operator)เช่น ผู้บริหารของกระทรวงพลังงาน ไปเป็นบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ/บริษัท ที่ทำกำไรจากธุรกิจพลังงาน และมีผลประโยชน์มหาศาลจากการเป็นบอร์ด ซึ่งเทียบกับการเป็นบอร์ด สสส.ไม่ได้เลยผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลกำไรของรัฐวิสาหกิจ/บริษัทด้วย เช่น มีโบนัส ตามผลกำไรจึงมีผลประโยชน์ขัดกันชัดเจน คสช.รับทราบหรือไม่ แล้วทำไม ไม่รีบแก้ไขให้รวดเร็วเหมือนจัดการกับบอร์ด สสส. หรือมีเหตุผลอื่นที่ คสช.ต้องรีบจัดการ สสส.ด่วนกว่า ซึ่งคงห้ามไม่ให้คนที่ติดตามสถานการณ์คิดไม่ได้”นายสงกรานต์ กล่าว
กรณีกลุ่มธุรกิจเหล้าบุหรี่เข้ามาแทรกแซงจ้องล้ม สสส. นายสงกรานต์ กล่าวว่า คงมีคนคิด เนื่องจากในต่างประเทศก็พบเห็นกันมาก่อน อย่างออสเตรเลีย มีการตั้งองค์กรคล้ายๆ สสส. ใช้งบจากภาษีเหล้า บุหรี่ แต่ธุรกิจก็หาช่องทางฟ้องร้องจนองค์กรล้มไป แต่ของไทย ไม่มีหลักฐานและคงพูดแบบนั้นไม่ได้เต็มที่ เพียงแต่คงมีคนคิด อย่างไรก็ตาม องค์กรแบบ สสส.คนส่วนใหญ่ในสังคมได้ประโยชน์ มีแต่ธุรกิจที่ทำลายสุขภาพ ทำร้ายสังคมเท่านั้นที่เสียประโยชน์ และมันเกิดกระบวนการทำลายองค์กรแบบ สสส. มาในหลายประเทศแล้ว เพราะธุรกิจเหล่านี้มีกำลังทุนมหาศาล ที่จะทำอะไรต่ออะไรเกิดขึ้นในสังคมนี้ได้แน่นอน ส่วนตัวแอบคิดว่ากรณี สสส. อาจมีการสอดไส้เรื่อง สสส. มาในคำสั่งนี้ภายหลังหรือไม่
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการสื่อสารมวลชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบเหตุผลของคำสั่งครั้งนี้หากบอกว่ามาจากผลประโยชน์ทับซ้อนจากกรณีการนั่งกรรมการบอร์ดต่างๆ ข้อเท็จจริงคือ สสส.มีการกวดขันเข้มงวดมาก ไม่ให้มีการอนุมัติโครงการใดๆ ที่มีความทับซ้อนเลย ตนมานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ดสสส.ประมาณ 1 ปีกว่า ตนไม่เคยอนุมัติโครงการหรือมีส่วนอนุมัติโครงการใดๆ ที่ตนสังกัดอยู่ หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ที่ตนเป็นอนุกรรมการในสสส.ก็ไม่เคยเช่นกัน ยิ่งล่าสุดการประชุมบอร์ดสสส.มีมติให้แก้ระเบียบสสส. กำหนดให้กรรมการที่มีตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆควบคู่นั้น ให้ตัดสินใจเลือกเพียงตำแหน่งเดียวภายในระยะเวลา 90 วัน ซึ่งจริงๆในบอร์ดฯ ให้เวลา 180 วัน แต่ผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านขอเพียง 30-60 วันด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ
“จริงๆกรรมการแต่ละท่านอยู่ระหว่างทยอยลาออกจากบอร์ดอื่นๆ มี 2 ท่านเท่าที่ทราบขอลาออกจากบอร์ด สสส.ด้วย มี นพ.วิชัย โชควิวัฒน และรศ. ประภาภัทร นิยมขณะที่ผมอยู่ระหว่างลาออกจากตำแหน่งในบอร์ดอื่นๆเช่นกัน อย่างมูลนิธิองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยจึงไม่เข้าใจว่ายังไม่ทันให้เวลากรรมการได้ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง ตามมติบอร์ดสสส. ก็กลับมีคำสั่งนี้แล้ว ซึ่งผมอยู่ในสถานะต้องปฏิบัติตามก็ต้องเป็นเช่นนั้น”นพ.ยงยุทธ กล่าว
ต่อข้อถามอาขมาจากการแทรกแซงของธุรกิจเหล้าบุหรี่ จ้องล้มล้าง สสส.นพ.ยงยุทธ กล่าวว่า เป็นข้อสันนิษฐาน เพราะเมื่อพิจารณาเหตุผลอื่นๆ ก็ไม่พบความน่าจะเป็น
ด้านรศ.ประภาภัทร นิยม อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านศิลปะวัฒนธรรม สสส. กล่าวว่าตนไม่ทราบถึงสาเหตุของการที่ถูกปลดในครั้งนี้ เพราะการทุจริตก็ไม่มี และการเอากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่งมาตรา44ส่วนตัวไม่ได้กังวลอะไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น เชื่อว่าต่อให้ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง7คนนี้ สสส.ก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามเจตนารมณ์ และเชื่อว่าไม่ว่าผู้ใดที่จะเข้ามาทำก็สามารถเดินหน้าได้ เพราะ สสส.เป็นของสังคมไทยอยู่แล้ว สำ
นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการพัฒนาชุมชน สสส. กล่าวว่า ตนไม่ทราบถึงสาเหตุการโดนปลด แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร และการถูกปลดก็ไม่ใช่คดีทุจริตจึงมีความกังวลใดๆ ต่อจากนี้ก็คงทำงานที่มีอยู่ต่อไป ส่วนกรณีที่มีการระบุว่ามีบริษัทเหล้าบุหรี่พยายามจะล้มสสส.นั้น ตนอยู่วงนอกจึงไม่ทราบและไม่มีหลักฐานในเรื่องนี้





