วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผลประโยชน์ทับซ้อนปมปลดกรรมการ สสส.

แม้จะรู้สึกหวั่นใจ แต่ก็คงไม่มีใครคิดมาก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะใช้อำนาจหัวหน้าคสช.ปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสสส.ทั้ง 7 คน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลมอบหมายให้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ เข้าไปตรวจสอบการดำเนินงานของ สสส.ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐที่จัดเก็บภาษีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอบายมุก หรือที่เรียกกันว่า ภาษีบาป

แนวทางการดำเนินการของ สสส.นั้น ทำไปเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้ไม่มีใครเชื่อว่า จะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้มีการปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 คนของ สสส.ครั้งนี้ กลับเป็นเรื่องของการตีความข้อกฎหมายที่ สสส. ตีความไปคนละทางกับฝ่ายรัฐบาล

ภายหลังคณะกรรมการของ สสส.ได้เข้าชี้แจงต่อ พล.อ.ไพบูลย์ เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยในวันนั้น มีการพูดถึงหลักการอนุมัติเงินให้แก่โครงการต่างๆ ว่าอนุมัติภายใต้หลักการใด ซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ บอกว่า คำว่า “สุขภาวะ” นั้นมีการนิยามความหมายที่กว้างเกินไป

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่กรรมการของ สสส.ซึ่งเป็นผู้อนุมัติงบประเมาณให้แก่องค์กรที่เสนอโครงการเข้ามา แต่บางองค์กรกลับมีกรรมการ สสส.มีตำแหน่งเป็นกรรมการในองค์กรนั้นด้วย ซึ่ง พล.อ.ไพบูลย์ ได้ขอให้ไปแก้ปัญหาเหล่านี้

แต่ สสส. กลับออกมาโต้แย้งว่า การที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส เป็นกรรมการมูลนิธิ แล้วมูลนิธิรับทุนจาก สสส. นั้น สสส. ไม่ได้ทำผิดกฎหมายเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ นพ.วิชัย โชควิวัฒน์ ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ยืนยันว่า ทำตาม มาตรา 18 พระราชบัญญัติ สสส. ที่ว่าด้วยคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ สสส.

ทั้งนี้ มาตรา 18 (7) ได้กำหนดคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ไว้ว่า... ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับกองทุน หรือในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของกองทุน ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์ และมิได้แสวงหากำไร

ซึ่งประเด็นที่ระบุว่า "เว้นแต่เป็นผู้ดำเนินกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์ และมิได้แสวงหากำไร" นี้ นพ.วิชัย ยังยืนยันด้วยว่า คณะกรรมการที่ดำเนินการลักษณะเดียวกับ สสส.ทั่วโลกต่างก็ทำแบบนี้เช่นกัน
แต่แหล่งข่าวจาก คสช.แย้งว่า นั่นเป็นการตีความที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากในการที่ทำให้เกิดการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ เพราะเมื่อเขา้มาเป็นกรรมการ สสส.แล้ว หน่วยงาน สสส.เป็นองค์กรอิสระที่ต้องได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล จะดำเนินการขัดต่อหลักความสุจริตไม่ได้

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ไพบูลย์ ขอให้ สสส.ไปดำเนินการแก้ปัญหา แต่สิ่งที่ สสส.ส่งกลับไปให้ประธาน คณะกรรมการ สสส. ซึ่งปกติ จะเป็น นายกรัฐมนตรี แต่ได้มีการมอบหมายให้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนานกรัฐมนตรี ทำหน้าที่แทน กลับเป็นเพียงการแก้ไขระเบียบดังที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะรองประธานคณะกรรมการ สสส. บอกว่า มีการแก้ไขระเบียบข้อบังคับ สสส. 26 ฉบับ โดยเน้นแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคณะกรรมการ เท่านั้น

ทางด้าน พล.อ.ไพบูลย์ บอกว่า การปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สสส.ไม่เกี่ยวกับบริษัทเหล้าบุหรี่ แต่เป็นเรื่องของการอนุมัติงบประมาณ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งหน่วยตรวจสอบพบหลักฐานค่อนข้างชัดเจน หากไม่เข้าใจ ก็ขอให้ผู้ที่ถูกปลดเข้ามาพบได้ เพื่อจะให้ดูข้อมูลที่ชัดเจน พล.อ.ไพบูลย์ ต่อบอกว่า โครงการของ สสส. เป็นโครงการที่ดี แต่ก็ต้องแยกแยะระหว่างหลักการกับแนวปฏิบัติที่เปิดช่องจนมีปัญหาทุจริต ซึ่งต้องมีการแก้ไข

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เป็นการตรวจสอบข้อมูลมาเพื่อดำเนินการการ แต่ก็ยังให้ สสส. ทำงานต่อไป อะไรที่เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวพันกับคนจำนวนมาก ก็ทำให้เกิดความชัดเจนขึ้น ไม่ใช่มุ่งหวังจะไปทำลายทุกอย่าง แต่อยากให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชน