วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โฆษก กรธ.' ระบุกรธ.เริ่มทบทวนเนื้อหารายมาตราแล้ว

“โฆษก กรธ.” ระบุ กรธ. เริ่มทบทวนเนื้อหารายมาตราแล้ว ชี้ร่างรธน.ใหม่ ต่างรธน.40-50 ปมสาระและความกระชับ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุม กรธ.  ว่าขณะนี้ฝ่ายเลขานุการ กรธ. ได้นำบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ยกร่างเป็นรายมาตรามาให้ กรธ. ได้พิจารณาเป็นรายส่วนและรายหมวดแล้ว เพื่อพิจารณาถึงเนื้อหาว่าเขียนครอบคลุมกับหลักการที่ได้หารือไว้หรือไม่ ทั้งนี้ยังไม่ใช่เป็นการแจกร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างแรกให้กรธ.พิจารณาทั้งฉบับ อย่างไรก็ตามในวันที่ 11- 17 ม.ค. ที่กรธ.จะไปประชุมที่จ.เพชรบุรี จะนำเนื้อหาทั้งหมดมาพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง  ส่วนเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นมีความต่างจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550  คือ สาระและเนื้อหา รวมถึงวิธีการเขียนที่กระชับ เพราะได้วางหลักการ ส่วนรายละเอียดนั้นจะนำไปเขียนไว้ในกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง กรธ. จะมีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายลูก

นายชาติชาย กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินงานของกรธ.ล่าสุดได้นำความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ประชาชน, ส่วนราชการ, คณะรักษาความสงบแห่งชาติ, สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ได้เสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ มาพิจารณา โดยนำความเห็นดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับบทบัญญัติที่กรธ. ได้ยกร่างไว้แล้ว ทั้งนี้ยอมรับว่าในความเห็นของภาคส่วนต่าง ๆ มีสิ่งที่ต่างจากบทบัญญัติที่กรธ. เขียนไว้ เช่น ที่มานายกฯ ต้องมาจากผู้ที่รับเลือกเป็น ส.ส., การเลือกตั้ง ส.ส. ให้ใช้บัตร 2 ใบ แบ่งเป็นบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แต่ทางกรธ. จะยืนหลักการที่ได้พิจารณาไว้แล้วหากมีเหตุผลและคำอธิบายได้  เช่น การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว มีเหตุผลคือ การเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ พบสถิติของบัตรเสีย ครั้งละ 2 ล้านบัตร, คะแนนเสียงที่ได้ ไม่สอดคล้องกับจำนวนส.ส.ที่แต่ละพรรคพึงได้ และการใช้บัตรใบเดียวจะสะท้อนคะแนนนิยมที่แท้จริงของประชาชนได้มากกว่า ทั้งนี้เพื่อกรธ.พิจารณาในความเห็นต่าง ๆ แล้ว หากพบประเด็นที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือไม่เปลี่ยนแปลง กรธ.จะแจ้งกลับไปยังผู้ส่งความเห็นให้รับทราบด้วย

นายชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมต่อประเด็นการได้มาซึ่งส.ว. ที่จะใช้วิธีการเลือกกันเองของผู้สมัครใน 20 กลุ่ม นั้น ล่าสุดในกระบวนการเลือกกันเองนั้น ที่ประชุมกรธ.จะเพิ่มอำนาจให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบและเปิดเผยประวัติผู้สมัครเข้ารับการเลือกกันเองเป็นส.ว. และการเปิดเผยประวัติผู้สมัครฯนั้นจะได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและไม่เป็นเหตุให้ผู้สมัครนำไปฟ้อร้องได้ โดยหลักการสำคัญเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของกกต. มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่และหน่วยงานที่ถูกร้องขอให้เปิดเผยข้อมูลต้องดำเนินการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้การคุ้มครองเจ้าหน้าที่กกต.ดังกล่าวมีเงื่อนไขคือผู้ปฏิบัติงานต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่กลั่นแกล้ง

“ที่ประชุมกรธ. ได้พิจารณากรอบเวลาการสมัครรับเลือกกันเองของส.ว. ตามที่ กกต. นำเสนอเป็นเบื้องต้นแล้วคือนับจากวันที่ประกาศให้บุคคลมาสมัครเข้ารับการเลือกกันเองเป็นส.ว. ระดับอำเภอ จะมีเวลาให้ตรวจสอบประวัติและเผยแพร่ประวัติให้บุคคลทั่วไปรับทราบ หากมีข้อโต้แย้งเรื่องคุณสมบัติให้ส่งเรื่องมายังหน้าที่ ประมาณ 15 วัน จากนั้นจะกำหนดให้เป็นวันเลือกตั้งระดับอำเภอ และเมื่อได้บุคคลที่ผ่านรอบอำเภอแล้ว ก่อนการเลือกกันเองระดับจังหวัด หรือระดับประเทศ ต้องมีเวลาอีกไม่เกินระดับละ 7 วัน เพื่อให้ประกาศรายชื่อและตรวจสอบคุณสมบัติ  ดังนั้นกรอบการเลือกส.ว. จะใช้เวลาประมาณไม่เกิน  3 สัปดาห์” นายชาติชาย กล่าว