วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตร.ส่งสำนวนอัยการ ฟ้องเพิ่ม'ศิริโชค-พวก'แก๊งยูฟัน17คน

"พล.ต.ท.สุวิระ"หอบสำนวน คุม"ศิริโชค "อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนากับพวกรวม 17 คน ส่งอธิบดีอัยการคดีอาญา สั่งคดีแชร์ยูฟัน หลังฟ้องไปแล้ว 30 คน

พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.)   นำนายศิริโชค สิริวรรณภา อดีตสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา กับพวกรวม 17 คน  ผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่บริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด พร้อมสำนวนการสอบสวนและความเห็นสมควรสั่งฟ้องข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตาม พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5 และ 12 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 5 - 10 ปี ปรับตั้งแต่ 500,000 – 1 ล้านบาท และฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 อัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 4 - 15 ปี ปรับตั้งแต่ 80,000 – 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และข้อหาอื่น ส่งให้นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา เพื่อสั่งคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาแล้ว 30 คน    

ภายหลังส่งมอบสำนวน พล.ต.ท.สุวิระ  กล่าวว่า ตำรวจมั่นใจในหลักฐาน รวมทั้งพยานบุคคล พยานเอกสาร และวัตถุพยาน ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 17 คนนี้ ยังให้การเหมือนเดิมทำนองว่าเป็นผู้ชักชวนบุคคลอื่นมาร่วมลงทุนจริง นอกจากนี้ตำรวจ ยังมีข้อมูลอีกว่า กลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน ได้เริ่มก่อตั้งบริษัทในลักษณะเดียวกับบริษัท ยูฟันฯ ที่ประเทศเพื่อนบ้านด้วย จึงขอส่งสัญญาณให้ประเทศเพื่อนบ้านว่าตำรวจไทยกำลังดำเนินคดีเรื่องนี้อยู่ ขณะที่ผู้ต้องหาซึ่งกำลังหลบหนีอยู่ต่างประเทศนั้น ทางตำรวจได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ชัดเจนแล้ว 27 รายซึ่งเป็นผู้ต้องหารายใหญ่ในกระบวนการ และได้ประสานข้อมูลให้อัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนในการขอส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับมาดำเนินคดี โดยผู้ต้องหากลุ่มนี้ตำรวจจะไม่ให้ประกันตัว เพราะถือว่าไม่ได้เข้ามอบตัวเอง สำหรับคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันฯ นี้ มีผู้ต้องหาถูกออกหมายจับทั้งหมด 164 คน ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคล 4 ราย ส่วนตัวบุคคลจับกุมได้แล้ว 94 คน และยังมีผู้ต้องหาหลบหนี 66 คน   

พล.ต.ท.สุวิระ  กล่าวอีกว่า ในการดำเนินคดีนี้ พบว่า ผู้ต้องหาบางคนให้ข้อมูลว่ามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บอกว่าสามารถช่วยเหลือทางคดีทั้งในชั้นตำรวจ อัยการ และศาล จึงมีผู้หลงเชื่อและสูญเงินหลายล้านบาทให้กับบุคคลเหล่านั้น ซึ่งขณะนี้ตำรวจมีข้อมูลเกี่ยวกับผู้อ้างตัวแล้ว และอยู่ระหว่างรอให้ผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี 

"ฝากเตือนผู้ต้องหาและ ญาติว่าอย่าหลงเชื่อ หากพบผู้แอบอ้าง ก็ให้แจ้งความดำเนินคดีทันที ขอยืนยันตำรวจดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม ไม่มีใครเรียกรับเงินแน่นอนเพราะได้พิสูจน์แล้วว่าการส่งฟ้องผู้ต้องหา 17 คนนี้ ไม่มีตำรวจคนใดเรียกรับเงิน ซึ่งผมมั่นใจกระบวนยุติธรรมและอัยการ" พล.ต.ท.สุวิระ กล่าวย้ำ  

ด้านนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา กล่าวภายหลังรับมอบสำนวนว่า จะส่งสำนวนหลักฐานทั้งหมดให้อัยการสำนักงานคดีอาญา 9 เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยในสำนวน และเนื่องจากคดีมีการกล่าวหาการกระทำที่เกิดขึ้นนอกราชอาณาจักรด้วย  จึงเป็นอำนาจของ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัรฑ์บริภาร อัยการสูงสุด จะพิจารณาชี้ขาดในการสั่งคดีตามกฎหมาย หากอัยการสูงสุดสั่งฟ้อง อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 ก็จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 17 คนส่งฟ้องศาลอาญา ในชั้นนี้ อัยการจะอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 17 คนก่อน แล้วจะกำหนดนัดให้มารายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งคดีอีกครั้ง  

"ยืนยันในชั้นอัยการ ไม่มีอัยการคนใดวิ่งเต้นคดีอย่างแน่นอน ทำงานตามเนื้อผ้า และให้ความเป็นธรรมตามพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนทุกส่วน ผมมีชื่อเสียงพอสมควร ตามประวัติผมไม่มีวิ่งเต้น ถ้ามีการแอบอ้างจริงอัยการจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่มีการละเว้น ดังนั้นหากมีใครมาแอบอ้างก็อย่าไปเสียเงินให้"นายณัฐจักร กล่าว

ขณะที่ นายจริวัฒน์ แสนกล้า หนึ่งในผู้ต้องหา ได้เปิดเผยว่า ระหว่างที่เกิดขึ้นเหตุการณ์ ขณะตนยังไม่ทราบว่าจะถูกออกหมายจับ หรือดำเนินคดีอะไร ก็มีคนหลายกลุ่มอ้างว่าเป็นอัยการ และมีสายสัมพันธ์ในกระบวนการยุติธรรม สามารถช่วยวิ่งเต้นเรื่องหมายจับและการประกันตัวได้ โดยให้เราทยอยจ่ายเงินก่อนอ้างว่าเป็นค่าวิ่งเต้น ซึ่งส่วนตัวเสียเงินไป 2.5 ล้าน แต่เมื่อระยะผ่านไปแล้วสอบถาม กลุ่มคนเหล่านี้ที่ติดต่อผ่านคนกลางก็ไม่สามารถช่วยได้ และจากการพูดคุยกับผู้ต้องหารายอื่น ก็ทราบว่าถูกหลอกลักษณะเดียวกันแต่เหมือนเป็นคนละกลุ่มกัน ซึ่งผู้ต้องหาหลายรายก็เสียเงินเป็นค่าวิ่งเต้นไปหลายล้านบาท รวมกันแล้วคาดว่ามูลค่าน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 - 30 ล้านบาท หลังจากนี้ตนคิดว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะมีพยานบุคคลที่เห็นว่า เรานำเงินไปให้กลุ่มที่แอบอ้าง และมีการทำสัญญาที่อ้างว่า จ้างให้กลุ่มผู้แอบอ้างนั้นเป็นทนายความ