"วิษณุ"แจงผลงานออกกฎหมาย แก้ปัญหาหมักหมม 8 ประเด็น ระบุ 1 ปี ดันกฎหมายเข้าสนช.แล้ว 164 ฉบับ แย้มรายชื่อขรก.ล็อตใหม่ถึงมือนายกฯ จ่อลงดาบพักงา
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแถลงผลงานด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในรอบ1ปีว่า ผลงานรัฐบาลจะประสบความสำเร็จได้ต้องมีกฎหมายเป็นตัวช่วยทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การปราบทุจริต เป็นต้น โดยมีรัฐบาลเป็นคนขับเคลื่อนให้ไปสู่จุดหมายปลายทาง ทั้งนี้หากรัฐบาลใช้อำนาจเกินที่กฎหมายกำหนดต้องมีจุดจบที่ศาลยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ซึ่งก่อน22 พ.ค.57 คนไทยเสียโอกาสหลายอย่าง เราไม่ได้โทษรัฐบาลใด ที่แก้ไขอะไรไม่ได้เพราะมีเหตุขัดข้อง ทำให้กฎหมายต่างๆค้างคาจำนวนมาก แต่รัฐบาลนี้โชคดีเพราะไม่มีเหตุขัดข้อง จนสามารถออกกฎหมายแก้ปัญหาต่างๆ ใน 8 ประการที่เป็นปัญหา
1.เร่งออกกฎหมายตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ อาทิ พันธะสัญญาไซเตส พ.ร.บ.ป้องกันอุดหนุนการเงินก่อการร้าย กฎหมายป้องกันการค้ามนุษย์ และเรื่องอื่นๆจนครบแล้ว
2.กฎกติกาที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เข้มแข็ง จึงเกิดกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจที่นักธุรกิจและธนาคารโลกเฝ้ารอ
3.การจัดระเบียบสังคมให้เกิดความสมดุล ระหว่างความสงบเรียบร้อยของสังคมกับสิทธิประชาชน จึงมีกฎหมายการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ
4.พยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ในทุกด้านให้มีช่องว่างลดลง จึงมีกฎหมายต่างๆออกมา เช่น กฎหมายความเสมอภาคชายกับหญิง กฎหมายการทวงหนี้ที่ไม่เป็นธรรม
5.ระบบราชการของประเทศก่อนวันที่22 พ.ค.57 มีลักษณะเป็น 4 ช. คือ 1.เชย 2.เชื่องช้า 3.ใช้งบประมาณมาก 4.เปิดช่องทุจริต รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปหรือลดลงให้ได้ โดยออก พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารญาอนุญาตของทางราชการ เพราะที่ผ่านมากว่าประชาชนจะได้รับอนุญาตเรื่องใดก็ตามมีความล่าช้า จึงเป็นปัญหาเรื่องเงินสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ หรือดำเนินการใดๆ โดยไม่ขออนุญาต
6. โลกเปลี่ยนไปแต่กฎหมายไทยกลับถอยหลัง รัฐบาลจึงพยายามทำกฎหมายให้ทันโลก เช่น ออกพ.ร.บ.อุ้มบุญ
7.ออกกฎหมายแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ เช่น ออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า กฎหมายคุ้มครองทรัพยากรชายฝั่ง
และ8.สะสางปัญหาคดีความที่มีจำนวนมากในศาล เนื่องจากวิธีพิจารณาคดีล่าช้า ไม่ทันสมัย จึงมีการออกกฎหมายเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย หรือปรับปรุงวิธีการพิจารณาคดีแพ่ง ให้จบที่2ศาล คือศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่บางคดีที่สำคัญอาจต้องจบที่ศาลฎีกา
นายวิษณุ กล่าวอีกว่า 1 ปี ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาจนถึงวันนี้ ได้เสนอกฎหมายเข้าสนช.แล้ว 164 ฉบับ ยังค้างอยู่ในสนช. 26 ฉบับ กฎหมายที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว 138 ฉบับ มีทั้งกฎหมายที่แก้ปัญหาก่อน22 พ.ค.57 และกฎหมายที่รัฐบาลตั้งใจออกเพราะหากเป็นรัฐบาลเลือกตั้งจะออกกฎหมายได้ยาก ทั้งนี้ ในส่วนงานด้านปกครองมีการกล่าวหาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทำมิชอบโดย จนถูกกล่าวหาโดยองค์กรตรวจสอบทั้งหลาย กระทั่งรัฐได้ออกคำสั่งพักงานระงับการปฏิบัติหน้าที่ไปกว่า 100 ราย ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.นี้ มีการส่งรายชื่อข้าราชการที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารการศึกษาอีก 50 รายชื่อ ถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีการออกคำสั่งในวันหรือสองวันนี้
นายวิษณุ กล่าวว่า ในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการต่อในปี2559ประกอบด้วย1.วางระบบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงทั้งปลัดกระทรวง อธิบดี ใหม่ทั้งหมด โดยใช้หลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม ไม่ให้มีการใช้เส้นสาย ซึ่งจะเริ่มในวันที่1ต.ค.59 2.การประเมินหน่วยงานราชการในทุกกระทรวง ซึ่งสูตรการประเมินจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นปีนี้3.การปฏิรูปตำรวจ ทั้งเรื่องของการแต่งตั้ง การบริหารงานบุคคล การกระจายอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงสู่ผู้ใต้บังคับบัญชา เรื่องระบบสวัสดิการ และในเรื่องอำนาจและอุปกรณ์ที่จะต้องมีความพร้อม เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ไปร้องขอจากประชาชน จนเป็นบุญคุณกันไม่สิ้นสุด4.การปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ โดยเป็นการทำงานแบบประชารัฐ ที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเอกชนต้องเข้ามาช่วยกันคิด เพราะรู้ถึงปัญหา โดยจะเริ่มในวันที่1ม.ค.59นอกจากนี้ ในปี2559รัฐบาลจะนำระบบไกล่เกลี่ยมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งจะนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณาคดี
นายวิษณุ กล่าวว่า ในปี2559-2560เราตั้งใจให้มีกฎหมายเชิงนโยบายที่จะเสนอสนช.หลายฉบับ แต่กฎหมายชิ้นเอกของรัฐบาล ได้แก่ กฎหมายเศรษฐกิจดิจิตอล กฎหมายการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ตามที่ภาคธุรกิจเสนอ กฎหมายวิธีการพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กฎหมายคนเข้าเมืองฉบับใหม่ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในการบูรณาการการทำงาน จึงออกกฎหมายบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง เพราะปัญหาที่ผ่านมาในช่วงเลือกตั้ง กระทรวงหนึ่งเป็นของพรรคหนึ่ง แต่อีกกระทรวงเป็นของอีกพรรค จึงทำงานร่วมกันไม่ได้ ดังนั้น เมื่อมีกฎหมายนี้ก็เพื่อให้การบริหารงานโครงการสำคัญสามารถทำงานร่วมกันได้ นอกจากนี้ ยังจะมีการออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยใช้ตัวชี้วัดความสำเร็จในเรื่องเหล่านี้ จาก2ส่วน คือ1.องค์กรในต่างประเทศ ที่ประเทศไทยได้ร่วมเป็นพันธะกรณี ซึ่งจะประเมินในแต่ละด้านที่รัฐบาลดำเนินการ2.หน่วยงานในประเทศอย่าง ก.พ.ร.ก.พ.สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ฯ องค์กรวิชาชีพ ภาคเอกชน ประชาชน และอื่นๆ โดยจะเป็นการสำรวจสถิติ
"การพัฒนาประเทศนั้น ก็เหมือนการขี่จักรยานเพื่อไปถึงเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายคือความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน การจะไปถึงเป้าหมายได้ ต้องมีเครื่องมือ กฎหมายจึงเป็นเครื่องมือ ที่เราใช้ปั่น รัฐบาลคือคนที่ปั่นจักรยานเพื่อขับเคลื่นกลไก กฎหมาย รัฐบาลปั่นอยู่คนเดียวก็ได้จักรยานคันเดียว ถือว่าไม่สนุกและไม่น่าดู เพราะต้องมากันเป็นขบวน ดังนั้น แม่น้ำทั้ง5สาย ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ประชาชน จะต้องอยู่ในขบวนนี้เพื่อช่วยกันเคลื่อนให้ถึงเป้าหมาย"นายวิษณุ กล่าว





