“สปท.” เล็งพิจารณาแนวทางปฏิรูปประเทศ จากกมธ.11ด้านสัปดาห์หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ตั้งแต่วันที่ 21-23 ธ.ค. มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ พิจารณาแนวทางการปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านจะนำเสนอแผนและแนวทางหลังจากที่ได้ประชุมเพื่อวางแผนเกือบ3สัปดาห์ ทั้งนี้มีแผนปฏิรูปที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.แผนปฏิรูปด้านการเมือง ซึ่งเสนอโดย กมธ.ด้านการเมือง มีข้อเสนอสำคัญ คือ แผนปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ต้องกำหนดกลไกให้ผู้ที่ต้องการจะลงสมัครรับเลือกตั้งแสดงเจตจำนงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนวันเลือกตั้งอย่างน้อย 1 ปี และกำหนดมาตรการตรวจสอบรวมถึงคุณสมบัติที่เข้มข้นกว่าที่ระบุไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องแสดงรายการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3ปี ขณะที่แนวทางต่อการเลือกนายกฯ เสนอให้ใช้การเลือกผ่านที่ประชุมสภาฯโดยยึดเสียงข้างมากไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นเกณฑ์พิจารณาบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรณีที่เป็นผู้ที่มีตำแหน่งส.ส. ส่วนกรณีที่ผู้เสนอชื่อเป็นนายกฯ ไม่ได้เป็นส.ส.ให้ใช้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด คือไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ขณะที่ประเด็นการแก้ไขวิกฤตชาติ ให้เป็นอำนาจของส.ว.ในการเสนอแนวทางแก้ปัญหา กรณีที่ไม่มีฝ่ายบริหารหรือสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่ข้อเสนอต่อการปฏิรูปพรรคการเมือง ได้เน้นให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ประชาชนมีสิทธิบริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง ขณะที่สมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเป็นรายปี ส่วนกรณีที่อาจมีนายทุนให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองเป็ฯจำนวนมาก ต้องกำหนดบทลงโทษและเอาผิดนายทุนที่จ่ายเงินซื้อพรรคนั้นอย่างหนัก เช่น จำคุก 10ปี หรือปรับเป็นเงิน 50 ล้านบาท ส่วนบทลงโทษพรรคการเมืองด้วยการยุบพรรคเห็นว่าควรคงไว้ แต่นำมาใช้เฉพาะที่พบกว่าพรรคการเมืองนั้นมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือทำลายความมั่นคงของชาติ แต่ก่อนจะเอาผิดต้องแจ้งเตือนก่อน
ข้อเสนอปฏิรูปด้านการเมืองต่อมาตรการทำให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม นั้น ระบุว่าให้ลงโทษผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พบว่าทุจริตด้วยการตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ขณะเดียวกันต้องลงโทษหัวคะแนนด้วยเช่นกัน โดยใช้ระดับจำคุก 1-10 ปี ไม่รอการลงโทษ และกำหนดอายุความไว้ 20 ปี ทั้งนี้กรณีที่พบผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองใดทำให้ต้องมีการเลือกตั้งใหม่เพราะเหตุที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต พรรคการเมืองนั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วย
ขณะที่ข้อเสนอการปฏิรูปของกมธ.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และ กมธ.ด้านการปกครองท้องถิ่นมีข้อเสนอที่คล้ายกัน กล่าวคือ เสนอให้ปรับโครงสร้างภาครัฐโดยทบทวนความจำเป็นของหน่วยงานส่วนกลางที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ พร้อมกับพิจารณาถ่ายโอนภารกิจของส่วนราชการไปให้กับท้องถิ่นที่มีความพร้อมขณะเดียวเสนอให้ยกเลิกองค์กรปกครองท้องถิ่นระดับที่ต่ำกว่าจังหวัดลงไป เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารงาน พร้อมกับจัดโครงสร้างการบริหารท้องถิ่นออกเป็น 2 ระดับคือ ระดับจังหวัดและระดับเทศบาล ขณะที่การกระจายอำนาจขององค์กรท้องถิ่นนั้นต้องกำหนดให้มีในระดับส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น โดยให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมมาเพื่อติดตาม ส่วนการตรวจสอบการใช้อำนาจนั้น ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทั้งการถอดถอนบุคคลหรือการใช้จ่ายงบประมาณ
ส่วนกมธ.ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีข้อเสนอให้ปฏิรูปตำรวจ โดยเริ่มจากการแก้ไขระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ ขณะที่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องยึดมั่นความเป็นอิสระ ไม่ให้การเมืองแทรกแซง โดยมีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และ คณะกรรมการนโยบายตำรวจ (ก.ต.ช.) รวมถึงสร้างมาตรฐานการประเมินเพื่อแต่งตั้งหรือโยกย้ายที่ชัดเจน เพื่อลดกรณีที่ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซง นอกจากนั้นยังมีข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ ที่มีความเป็นอิสระ ไม่สังกัดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยมีประชาชนเข้าร่วมเป็นผู้ตรวจสอบเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่มีความเป็นธรรมและฌโปร่งใส
กมธ.ด้านกฎหมายฯ ยังเสนอแนวทางการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 ว่าด้วยโทษและวิธีการเพื่อความปลอดภัย โดยให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวแทนการคุมขังสำหรับผู้ที่มีความผิดเล็กน้อย เป็นต้น





