ทูตไทยในกัมพูชายันสัมพันธ์ทางการทูตไทย-กัมพูชา ดีmujสุดในรอบ65ปี เดินหน้าสานต่อความร่วมมือ 2 ชาติ ส่วนข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหารชะลอไว้ก่อน
นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา กล่าวถึงการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของสมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในฐานะแขกของรัฐบาล ระหว่างวันที่ 18-19 ธันวาคมนี้ ว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศไทยที่นำโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากการเยือนของนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่างเว้นมากว่า 10 ปี จากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2548 นอกจากการเข้าพบ ยังมีการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 2 ซึ่งว่างเว้นมา 12 ปี จากครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2546 ถือว่าการประชุมครั้งนี้บ่งชี้ถึงสถานะความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศที่อยู่ในระดับดีมาก
นายณัฏฐวุฒิ กล่าวย้ำถึงความสัมพันธ์ในปัจจุบันของไทยและกัมพูชา ว่า ถือว่าดีมาก หากเทียบกับความขัดแย้งในอดีต และได้ปรับระดับความสัมพันธ์ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในรัฐบาลนี้มีความสนิทสนมกันมาก ซึ่งตลอดช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีการเยือนของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และกองทัพทุกเหล่าทัพของไทย รวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ไปแสวงหาลู่ทางการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และดีมากที่สุดในรอบ 65 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต
"ในวันพรุงนี้จะครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตของไทยและกัมพูชา 65 ปี เราจะมีกิจกรรมหลายอย่าง โดยตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมนี้ จะมีการแสดงวัฒนธรรมของไทยและกัมพูชา ที่โรงละครแห่งชาติ และในเดือนมกราคม 2559 จะมีฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดและทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แข่งกับทีมออลสตาร์ของกัมพูชา เพื่อกระชับมิตรที่กัมพูชา ระหว่างวันที่ 16 และ 23 มกราคม 2559 ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองการครบรอบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งถือว่าในรอบ 65 ปี ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา"นายณัฏฐวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงความพร้อมการเปิดประชาคมอาเซียน นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน หากไทยและกัมพูชาร่วมมือกันด้วยดี ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียนทั้งหมด ถือเป็นการต่อจิ๊กซอร่วมกันเพื่อเป็นประโยชนต่อภาพรวมทั้งหมด
"ส่วนโครงการใหญ่ๆ ที่จะมีร่วมกัน นอกจากการลงนามแล้ว ยังมีเรื่องของการพัฒนาเปิดด่านสากลร่วมกัน 4 ด่าน เช่น ด่านทางใต้ของปอยเปตและอรัญประเทศ ที่ขณะนี้การขนส่งและมีประชากรหนาแน่นมาก ซึ่งอนาคตจะเป็นการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งการค้าแห่งใหม่ ที่ไทยจะมีส่วนให้ความช่วยเหลือ โดยจะให้เงินกู้ต่างๆ ในการเชื่อมสะพานพรมแดนเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งการให้เงินสนับสนุนในการให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ ของไทย ถือเป็นเรื่องที่จะช่วยกันพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน ซึ่งที่ผ่านมาไทยได้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเพิ่มพูนให้มากขึ้น" นายณัฏฐวุฒิ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อน 4.2 ตารางกิโลเมตร นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า เรื่องข้อพิพาท ศาลตัดสินแล้วเฉพาะในพื้นที่เล็กๆ รอบตัวปราสาทว่าแต่ละทิศจะระบุพิกัดอย่างไร แล้วไปบอกต่อศาลว่าจะบริหารจัดการร่วมกันอย่างไร โดยนโยบายของรัฐบาลขณะนี้ เห็นว่าเรื่องใดที่มีความขัดแย้ง ควรพักไว้ก่อน และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยมาพิจารณาหาทางออกร่วมกัน
"เพราะมีเรื่องต่างๆมากมายที่สามารถให้ความร่วมมือกันได้ โดยต้องยุติความขัดแย้งไว้ก่อนและเดินไปข้างหน้า โดยที่ไม่ทำให้มีอุปสรรค เช่น เส้นเขตแดนก็ดี หรืออุปสรรคต่อการพัฒนาร่วมกันตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาก็ดี ส่วนพื้นที่ 4.2 ตารางกิโลเมตรนั้นต้องหารือกันต่อไปในอนาคต แต่ช่วงนี้จะเน้นเรื่องความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าการลงทุนร่วมกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ" นายณัฏฐวุฒิ กล่าว
เมื่อถามถึงความเป็นอยู่ของประชาชนตามเขตชายแดนของทั้งสองประเทศ นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประชาชนมีมิตรสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ส่วนภาพของการปะทะกันของเจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดน ปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศได้มีการสื่อสารและทำความเข้าในกันมากขึ้น เน้นการรักษาสันติสุขในพื้นที่ มีการตะเวนตามพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความเข้าใจกันและแลกเปลี่ยนพบปะกัน โดยสร้างฮอตไลน์สายด่วนติดต่อสื่อสารกันตลอดเวลาเพื่อลดความเข้าใจผิด ที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อถามว่า อุปสรรคต่อการทำหน้าที่ทางการทูตในระหว่างที่เกิดข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหาร นายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า สิ่งสำคัญ คือ ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความจริงใจระหว่างกัน และแสวงหาความร่วมมือให้ไทย-กัมพูชาให้อยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข





