ผบช.ภ. 8 เรียกร้อง"พล.ต.ต.ปวีณ"กลับมาพูดคุยกัน ระบุให้ชัดใครข่มขู่อย่าพูดลอยๆ ระบุให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ กระทบภาพลักษณ์ประเทศ
จากกรณีที่ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮีนญา ได้ลาออกจากการรับราชการตำรวจ เนื่องจากมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เรื่อง คำสั่งแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และล่าสุดได้ขอลี้ภัยในต่างประเทศ และได้มีการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ว่า ในระหว่างการทำคดีค้ามนุษย์ ได้ถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพลของเครือข่ายค้ามนุษย์ในประเทศไทย จนหลายฝ่ายต้องออกมาแสดงความเห็นว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นการทำลายภาพลักษณ์องค์กรและประเทศ พร้อมขอให้กลับมาพูดคุย
ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ พล.ต.ท.เทศา ศิริวาโท ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 เกี่ยวกับกรณีของ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ ว่า ในเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นขอให้สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปได้ตรวจสอบดูให้ดีว่า พล.ต.ต.ปวีณฯ นั้นเป็นเด็กของใคร และผิดหวังจากเรื่องอะไร หรืออาจจะเกิดจากการไม่ได้รับการพิจารณาความดีความชอบดังที่คาดหวังไว้ จึงไม่ค่อยสบอารมณ์ ซึ่งตนคิดว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ จันโอชาให้สัมภาษณ์ไว้ชัดเจนแล้วว่า ขอให้พล.ต.ต.ปวีณ ฯ หากมีความไม่สบายใจอะไรก็ขอให้กลับมาประเทศไทยเพื่อพูดคุยกัน ซึ่งจะดีกว่าการไปพูดกับสื่อต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบไม่เฉพาะองค์กรตำรวจ แต่มันส่งผลต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นกลับมาเถอะครับ
“ท่านปวีณกับผมก็เป็นพี่น้องกัน คิดว่าไม่มีใครสนิทสนมและรู้จักท่านปวีณดีกว่าผมแล้ว ซึ่งพี่น้องชาวภูเก็ตและสุราษฏร์ธานีที่ร่วมงานกันก็ทราบดีว่าผมกับท่านปวีณมีความผูกพันกันมากขนาดไหน ฉะนั้นมีอะไรก็กลับมามาพูดมาคุยกันดีกว่า”
พล.ต.ท.เทศา กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของคดีการค้ามนุษย์นั้น ซึ่งในการสอบสวนก็เป็นไปตามกระบวนการกฏหมาย โดยพล.ต.ต.ปวีณ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนรับผิดชอบคดีในพื้นที่ปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ส่วนตนรับผิดชอบพื้นที่หัวไทร จ. นครศรีธรรมราช ซึ่งที่ผ่านมาตนไม่เคยถูกใครข่มขู่ และผู้ต้องหาก็กลุ่มเดียวกัน เพราะเราทำทุกอย่างตามขั้นตอนของกฏหมาย มีการสืบสวนก่อนที่จะขออนุมัติศาลออกหมายจับชัดเจน เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว มีอะไรก็กลับมาพูดมาคุยกัน ก็น่าจะเป็นข้อยุติที่ดี
“ส่วนตัวก่อนเกิดกรณีดังกล่าว ไม่ได้มีการพูดคุยกับพล.ต.ต.ปวีณ มานานนับปีแล้ว เนื่องจากทำงานคนละพื้นที่ ในช่วงนั้นตนย้ายไปเป็นจเรตำรวจ และผู้บัญชาการประจำ ก่อนกลับมาที่ภาค 8 ส่วนสาเหตุที่ปฏิเสธรับพล.ต.ต.ปวีณ เข้าดำรงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 นั้น เป็นเพราะ พล.ต.ต.ปวีณ เป็นนายตำรวจที่ไม่ค่อยมีวินัย ไม่เชื่อฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชา และเมื่อไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา หากทำงานร่วมกันก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้น จึงตัดปัญหาไม่รับพล.ต.ต.ปวีณฯ ดังกล่าว”
พล.ต.ท.เทศา กล่าวอีกว่า หลังจากเข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ก็ยังไม่ได้เจอกับ พล.ต.ต.ปวีณแม้แต่ครั้งเดียว เพราะเมื่อคำสั่งแต่งตั้งแล้วเสร็จ พล.ต.ต.ปวีณ ซึ่งเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนคดีค้ามนุษย์ของภาค 9 เสร็จสิ้น ก็ได้เขียนใบลากิจ 10 วัน ทิ้งไว้ ซึ่งตนก็ได้เซ็นต์อนุมัติไว้ และ พล.ต.ต.ปวีณ ก็ไม่กลับมาทำหน้าที่ และได้ยื่นหนังสือลาออกกับทาง ผบ.ตร.
ส่วนกรณีที่พล.ต.ต.ปวีณ ออกมาให้ข่าวระบุว่า ถูกข่มขู่นั้น พล.ต.ท.เทศา กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะมี หากมีจริงก็อยากให้ พล.ต.ต.ปวีณ ระบุออกมาให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ข่มขู่ หรือใครเป็นคนเตือนว่าให้เปลี่ยนรถบ่อยๆ ใครเป็นคนเตือนท่านว่าระวังนะอย่าออกหมายจับคนโน้นคนนี้ ให้ระบุมาให้ชัดเจน อย่าพูดลอยๆ ทำให้เสื่อมเสีย เพราะเป็นถึงนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บังคับบัญชาแล้ว จะพูดอะไรออกไปไม่ควรทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือคนที่ทำงานในพื้นที่เสียขวัญ เพราะมีผู้ที่ทำงานเสี่ยงอันตรายกว่า พล.ต.ต.ปวีณ อีกเยอะแยะ ฉะนั้นมีอะไรกลับมาพูดให้ชัดเจนเลยจะดีกว่า
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.เทศา กล่าวถึงความคืบหน้าของการดำเนินการคดีค้ามนุษย์ในความรับผิดชอบของภาค 8 ว่า ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการศาลจังหวัดปากพนัง ไปแล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ต้องหาทั้งหมด 68 คน จับไปแล้ว 30 คน และยังหลบหนีอีก 38 คน ซึ่งได้แบ่งกลุ่มของผู้ต้องหาออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มนายหน้า 2. กลุ่มคนเตรียมการที่จะส่ง 3.กลุ่มขนส่ง 4. กลุ่มทางการเงิน 5.กลุ่มผู้กักกัน และ 6.กลุ่มนำส่งต่างประเทศ ซึ่งในส่วนของผู้ที่หลบหนีนั้น เชื่อว่ามีทั้งหลบหนีอยู่ในประเทศและหลบหนีออกไปต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามของเจ้าหน้าที่ ในจำนวนทั้งหมด ไม่มีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
ส่วนมาตรการป้องกัน การหลบหนีเข้าเมืองและการค้ามนุษย์นั้น หลังจากที่เกิดคดีขึ้นทางรัฐบาลได้มีนโยบายชัดเจนในการบูรณาการกำลัง ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครอง ช่วยกันดูแลตามตะเข็บชายแดน ทั้งที่ จ.ระนอง และ จ.พังงา โดยประสานกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารเรือ ทหารบกในการวางกำลัง ตั้งจุดตรวจและจุดสกัด ตามเส้นทางเสี่ยงต่างๆ ซึ่งพบว่าการค้ามนุษย์ลดลงค่อนข้างชัดเจน




