กรธ.เคาะเงื่อนไขที่มานายกฯ ให้สิทธิพรรคได้ส.ส.5%เสนอชื่อให้สภาฯโหวต ใช้เกณฑ์เสียงเกินกึ่งหนึ่ง
นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงผลการประชุมกรธ.ซึ่งพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่าที่ประชุมได้หารือเพื่อวางหลักการเกี่ยวกับการแต่งตั้งรัฐมนตรี และการให้ความเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯทั้งนี้ในการหารือที่ประชุมได้ยกปัญหาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมามาพิจารณา ทั้งการเกิดสูญญากาศจนรัฐบาลบริหารประเทศไม่ได้ ซึ่งประเด็นสำคัญตามที่หารือคือทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไปด้วยความราบรื่น ไม่เป็นอุปสรรค
นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกรธ. เปิดเผยด้วยว่าที่ประชุมได้ข้อสรุปในบทบัญญัติต่อประเด็นครม. ว่าจะให้มีรัฐมนตรีจำนวนไม่เกิน 35 คนและมีนายกฯ จำนวน 1 คนรวมกันเป็นครม. โดยที่มาของนายกฯนั้น ที่ประชุมยืนยันหลักการคือพรรคการเมืองต้องเสนอชื่อบัญชีรายชื่อที่พรรคสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ 1บัญชีๆ ละ 5 ชื่อ และเมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จ จะให้สิทธิพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. ร้อยละ 5 ของจำนวนส.ส.ที่มีทั้งหมด เสนอชื่อบุคคลเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ให้ลงคะแนนเลือกเป็นนายกฯ แต่ด้วยธรรมชาติทางการเมือง พรรคการเมืองที่ไม่ได้เสียงเกินครึ่งต้องไปเจรจากับพรรคการเมื่องอื่น เพื่อรวบรวมคะแนนเสียงให้มากที่สุดเพื่อสนับสนุนคนของตนเองให้เป็นนายกฯส่วนบุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นนายกฯ ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ในสภาฯ
ทั้งนี้กรธ.ได้ตัดบทบัญญัติว่าด้วยกรณีที่พ้นกำหนด 30 วันนับแต่ที่มีการประชุมสภาฯนัดแรกเพื่อเลือกนายกฯแต่ไม่มีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบตามเกณฑ์คือ มากกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ประธานสภาฯ นำบุคคลที่ได้รับคะแนนสูงสุดกราบขึ้นบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ตามที่เขียนไว้ในมาตรา 173 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ออก เนื่องจากเห็นว่าหากบุคคลที่เป็นนายกฯ แล้วไม่ได้รับเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งอาจมีปัญหาเรื่องการยอมรับได้
ส่วนที่มาของรัฐมนตรีนั้น ได้คงหลักการให้นายกฯ เป็นผู้เลือก ทั้งนี้คุณสมบัติของรัฐมนตรี กรธ. ได้เพิ่มประเด็นว่าต้องเป็นผู้ที่ไม่มีปัญหาจริยธรรม และมีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อต้องการบังคับให้การคัดเลือกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่ให้นายบ่อนหรือคนไม่ได้เข้ามาทำหน้าที่ ทั้งนี้คุณสมบัติของรัฐมนตรีดังกล่าวจะผูกโยงเข้ากับการตรวจสอบถ่วงดุลด้วย ในกรณีที่มีผู้พบว่ารัฐมนตรีนั้นทำผิดจริยธรรมหรือมีความไม่สุจริต ก็จะนำไปสู่การพิจารณาเพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง
นอกจากนั้นที่ประชุมยังเห็นว่าควรกำหนดบทบัญญัติว่าด้วยการทำหน้าที่ของรัฐมนตรีและนายกฯ ด้วยทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 ที่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง รวมถึงกลไกที่มีประสิทธิภพต่อการใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม




