วัดสปิริต “วัชรพล” แม่ทัพปราบโกง วิ่งไม่พ้นเงา คสช.
หลังจากคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ฉบับที่ 45/2558 เรื่องการเลือกประธานคณะกรรมการป.ป.ช. ได้ถูกประกาศ ส่งผลให้ประธานคนเก่าอย่าง “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” เป็นอันต้องพ้นจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้กรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ประกอบด้วย กรรมการชุดเก่า4คน ได้แก่นายนายปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณรงค์ รัฐอมฤต น.ส.สุภา ปิยะจิตติ
และกรรมการชุดใหม่ 5 คน ได้แก่ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์อดีตผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบภายในกองทัพบกนายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และอดีตรองเลขาธิการป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และอดีตรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินางสุวณา สุวรรณจูฑะ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียรอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้
โดยกรรมการป.ป.ช. 5 คนหลังที่ได้รับสรรหาใหม่ได้ฝ่าด่านผู้สมัครจากทั้งหมด 59 คน จนเป็นผู้มีคุณสมบัติเข้าตากรรมการสรรหาที่ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และรองนายกรัฐมนตรีก่อนที่สนช.จะตั้งกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ตำรงตำแหน่งกรรมการป.ป.ช. ซึ่งทั้ง5คนก็ผ่านไปได้อย่างฉลุย จนสามารถนัดประชุมเลือกประธานป.ป.ช.ได้เมื่อวันที่15ธ.ค.ที่ผ่านมา
บรรยากาศในวันเลือกประธานป.ป.ช.เป็นไปอย่างเคร่งเครียด อาจเพราะกรรมการชุดเก่าและใหม่ต่างฝ่ายต่างเกร็งซึ่งกันและกัน ด้วยไม่เคยรู้หน้าค่าตากันมาก่อน ทั้งนี้ นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. เป็นผู้คอยบอกกฎเกณฑ์และวิธีการโหวตเลือกตัวประธาน รวมถึงได้คัดเลือกผู้จะเป็นประธานควบคุมการประชุม โดยคำนึงถึงความอาวุโสสูงสุด นั่นคือนายปรีชา
ด้านแคนดิเดตที่ถูกจับตาว่ามีโอกาสควบเก้าอี้ประธานป.ป.ช. นั้น มีรายชื่อของ “ปรีชา เลิศกมลมาศ” และ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” หลุดออกมาตั้งแต่ต้น ด้วยเหตุผลว่า นายปรีชา มีความอาวุโส แถมเป็นลูกหม้อป.ป.ช.ที่เติบโตจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. จนก้าวสู่การเป็นกรรมการ จึงมีความเชี่ยวชาญระบบการทำงาน ทั้งยังเข้าใจถึงวัฒนธรรมองค์กรแห่งนี้เป็นอย่างดี รวมถึงยังเคยผ่านเหตุการณ์ในช่วงวิกฤตที่สำนักงานถูกปิดล้อมโดยมวลชนบางกลุ่ม กรรมการหลายคนเคยถูกปองร้าย เรียกว่าโดนแรงกดดันจากทุกทิศทาง จึงไม่แปลก หากเจ้าหน้าที่และข้าราชการในสำนักงานส่วนหนึ่งส่งเสียงสนับสนุนนายปรีชาขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของป.ป.ช.
ส่วนแคนดิเดตอีกหนึ่งคน อย่าง “พล.ต.อ.วัชรพล” ซึ่งถือว่าเติบโตและโลดแล่นในแวดวงสีกากี เคยรับตำแหน่งสำคัญๆ ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เช่น ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในยุคที่มีผบ.ตร.ชื่อ “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” และในช่วงปี2553 เคยมีชื่อเป็นตัวเต็งที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่จนแล้วจนรอด เก้าอี้สูงสุดของสตช.ก็ตกไปเป็นของพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิศรี
กระทั่งหลังเหตุการณ์รัฐประหาร22พ.ค.2557 คสช. ได้แต่งตั้ง “พล.ต.อ.วัชรพล” ให้นั่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แทน “พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว” ที่ถูกคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี
นอกจากนั้นเขายังถือเป็นนายตำรวจที่มีความใกล้ชิดฝ่ายการเมืองเพราะก่อนหน้านี้ เคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง สมัยรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน เมื่อปี 2534
และหลังการรัฐประหาร 19ก.ย. 2549 ยังเคยได้รับแต่งตั้งเป็นสนช.มาแล้ว จนมาถึงยุคคสช. พล.ต.อ.วัชรพล ยังได้ชื่อว่ามีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับผู้ใหญ่มากบารมีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะนอกจากได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาราชการแทนผบ.ตร.แล้ว ยังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมาชิกในแม่น้ำสายสำคัญอย่างสนช. และยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก่อนจะลาออกเพื่อมาสมัครรับการสรรหาจนได้เป็นกรรมการป.ป.ช.
จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า เชื่อขนมกินได้เลยว่าพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ ที่เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี คงคอยสนับสนุนนายตำรวจคนนี้อยู่เงียบ แต่พอเจ้าตัวรู้ข่าวดังกล่าว จึงออกมาปฏิเสธทันทีในทำนองว่าไม่เกี่ยวข้อง
“ไม่ทราบ เรื่องพวกนี้เราไม่ได้เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของกรรมการสรรหาก็ว่าไป ส่วนพล.ต.อ.วัชรพล เคยทำงานกับตนมาก่อน ถ้าเขาตั้งใจอยากจะไปเป็น (กรรมการป.ป.ช.) เขาก็ลาออกจากรองเลขาฯ นายกฯ ไปสมัคร ถ้าไม่ได้ก็ไม่ได้ ถ้าได้ก็ว่าไป เป็นเรื่อของเขา ผมไม่เกี่ยว เพราะไม่มีเรื่องอยู่ในป.ป.ช.”
คำสัมภาษณ์ดังกล่าวของ “บิ๊กป้อม” บอกชัดเจนถึงความทะเยอทะยานของ พล.ต.อ.วัชรพล หนึ่งในมือทำงานอีกคนที่ไว้วางใจและเต็มไปด้วยความแน่บแน่น
ถึงอย่างนั้น ในช่วงใกล้วันประชุม ก็มีอีกกระแสข่าวกระเส็นกระสายออกมาว่า พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการป.ป.ช. ชุดเก่าอีกคน พร้อมเสนอชื่อตัวเองลงชิงเก้าอี้เบอร์หนึ่งป.ป.ช. ด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ท้ายสุด มีการเสนอเพียง2ราย เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเลือก ได้แก่ นายปรีชา และพล.ต.อ.วัชรพล และเป็นไปตามคาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม เลขาธิการป.ป.ช.อย่างนายสรรเสริญ ได้แถลงถึงมติที่ประชุมว่า การเลือกครั้งนี้ ใช้วิธีโหวตลับ และผลออกมาก็ดูจะไม่สร้างความตื่นเต้นเท่าที่ควร เพราะตัวเก็งที่เข้าวินครั้งนี้ คือ พล.ต.อ.วัชรพล ที่ได้คะแนนทิ้งห่าง นายปรีชา ถึง 7-2 เสียง
ท่ามกลางเสียงยินดีปรีดากับตำแหน่งกรรมการและประธานป.ป.ช. ของพล.ต.อ.วัชรพล ในจังหวะที่โมเมนตั้มกำลังเข้าทาง แต่มีบางประเด็นร้องเรียนที่อาจสร้างความหงุดหงิดใจ กับกรณีมีผู้ร้องป.ป.ช.ให้รีบตั้งอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง ต่อว่าที่กรรมการป.ป.ช.รายนี้เมื่อครั้งนั่งรักษาราชการแทนผบ.ตร. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157และความผิดทางวินัยร้ายแรง กรณีไม่ดำเนินการถอดยศ นายทักษิณ ชินวัตร ในขณะมียศเป็น พ.ต.ท.หลังต้องคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินให้จำคุก2ปีในคดีทุจริตที่ดินรัชดา
งานนี้มีความเป็นไปได้ไม่น้อย ที่เขาอาจถูกตั้งทีมไต่สวนในกรณีดังกล่าว เพราะในปัญหาเดียวกันก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ก็ได้ตั้งทีมไต่สวน พล.ต.อ.อดุลย์ ครั้งเป็นผบ.ตร. มาแล้ว และพยานหลักฐานต่างๆของผู้ร้องก็เป็นข้อมูลชุดเดียวกันทั้งหมด เป็นต้น ว่าบันทึกของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินว่า สตช. สามารถดำเนินการถอดยศได้ทันที
พอมีเรื่องร้องปุ๊บ พล.ต.อ.วัชรพล ก็ได้ชี้แจงทันควันว่า เคยชี้แจงเรื่องนี้ในชั้นกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ไปแล้ว แถมมั่นใจว่าไม่มีอะไรต้องห่วง จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างไม่ให้คลาดสายตา หากป.ป.ช.เห็นว่าข้อร้องเรียนนั้นมีมูล จนนำมาซึ่งการตั้งทีมไต่สวนจริง ต้องรอดูว่า พล.ต.อ.วัชรพล แม้จะได้เป็นประธาน ป.ป.ช.แล้ว แต่จะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่ถ้าทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ งานสำคัญที่รอพิสูจน์ฝีมือแม่ทัพปราบโกง อยู่นั้นก็คือ องค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบแห่งนี้ จะสลัดภาพความเป็นคนของคสช.ได้อย่างไร ทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกมองว่าเข้ามารับงาน เพื่อเล่นงานบางกลุ่มบางฝ่ายอย่างเฉพาะเจาะจง หรือ เรียกว่า ทำงานตามใบสั่งผู้มีอำนาจ
ส่วนความเป็นเอกภาพในการทำงานของคณะกรรมการที่ประกอบด้วยคนเลือดเก่า-เลือดใหม่ จะผสานกันสนิทเป็นเนื้อเดียวกันได้มากน้อยแค่ไหน ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
รวมถึงภารกิจอันหนักอึ้งที่จะถูกถ่ายโอนให้กรรมการชุดใหม่รับไม้ต่อ ซึ่งคดีที่ค้างดำเนินการมีอยู่กว่าหมื่นคดี และคดีสำคัญๆ ที่มีบรรดานักการเมืองบิ๊กเนมเกี่ยวข้องก็ยาวเป็นหางว่าว จึงต้องคอยดูว่า เมื่อคณะกรรมการป.ป.ช.ที่มีหัวเรือใหญ่ ชื่อ “บิ๊กกุ้ย” จะเข้ามาปฏิรูปองค์กร และบริหารจัดการคดีอย่างไร ไม่ให้ล่าช้าอย่างที่เป็นปัญหาเหมือนที่ผ่านมา
รวมถึงประเด็นสำคัญที่สุด ที่คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ ต้องต้องแท็กทีมก้าวผ่านบทพิสูจน์ต่างๆ นานา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่สังคม จนสามารถลบคำสบประมาทว่าสองมาตรฐานหรือไม่มีมาตรฐาน ของป.ป.ช. ที่เป็นเหมือนยี่ห้อประทับตรามาทุกยุคทุกสมัย ได้แค่ไหน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์




