วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สถาพร'โดดร่วมวง ชิงเก้าอี้ประธานปปช.

"สถาพร"ร่วมวง ชิงเก้าอี้ ประธานป.ป.ช. ด้าน"วัชรพล"เผยต้องแสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่ดูแค่ประวัติ ส่วนอดีตป.ป.ช. ย้ำคนเคยเป็นผู้พิพากษาได้เปรียบ

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แจ้งว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คน ซึ่งประกอบด้วย กรรมการเก่า 4 คน ได้แก่ นายปรีชา เลิศกมลมาศ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง นายณรงค์ รัฐอมฤต น.ส.สุภา ปิยะจิตติ และกรรมการใหม่ 5 คน ได้แก่ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ นายวิทยา อาคมพิทักษ์ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร เพื่อคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งประธานป.ป.ช.คนใหม่ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 45/2558 ในวันที่ 15 ธ.ค.เวลา 09.00 น.ที่อาคาร 1 สำนักงานป.ป.ช.สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีการลงคะแนนลับ โดยผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรืออย่างน้อย 5 เสียง ซึ่งขณะนี้นอกจากตัวเต็ง 2 คนคือ นายปรีชา กับพล.ต.อ.วัชรพล ปรากฏว่า ล่าสุดอาจมีผู้แสดงความประสงค์ที่เข้ารับการคัดเลือกเป็นประธานป.ป.ช.อีกคนคือ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง ส่งผลให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปทำให้เสียงแตก ดังนั้น ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง 

ด้านนางสุวณา สุวรรณจูฑะ ว่าที่กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ถือเป็นโอกาสแรกที่กรรมการป.ป.ช.ทั้ง 9 คน จะได้พูดคุยหารือกัน อย่างน้อยจะได้ขอความเห็นกันก่อนว่าในการเลือกประธานป.ป.ช.คนใหม่จะใช้วิธีการใดเพื่อความเหมาะสม ส่วนตัวเห็นว่าหากผู้ที่จะเสนอตัวเข้ารับคัดเลือกตำแหน่งประธานป.ป.ช. จะได้แสดงแนวคิดและวิสัยทัศน์ส่วนบุคคลก็จะเป็นการดี เพื่อทุกคนจะได้รับฟังว่าบุคคลใดมีความมุ่งมั่นและมีความพร้อมในการนำพาองค์กรไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะเราจะดูเพียงแค่ประวัติเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการพูดคุยรับฟังกันก่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับตนขอเป็นผู้ลงคะแนนเท่านั้น ขอไม่แสดงความประสงค์ที่จะเสนอตัวในการรับคัดเลือกด้วยแต่อย่างใด

ขณะที่น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงการคัดเลือกตำแหน่งประธานป.ป.ช.คนใหม่ว่า ตนไม่สามารถวิจารณ์รายบุคคลได้ ต้องแล้วแต่ทั้ง 9 คนจะเห็นสมควร แต่สำหรับคนเก่าจะได้เปรียบในเชิงของการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบระหว่างคนเก่ากับคนใหม่คงพูดได้ยากมาก อย่างไรก็ตาม หน้าที่ของกรรมการป.ป.ช.ต้องรู้ในข้อกฎหมาย พยานหลักฐานครบถ้วนหรือไม่ ข้อเท็จจริงมีอย่างไร ก่อนที่จะวินิจฉัยในข้อเท็จจริงนั้น อย่างน้อยควรรู้ในการทำงานสำนวนคดีมาบ้างจะได้เปรียบ ตามอำนาจหน้าที่แล้วจะต้องรู้กฎหมายเป็นหลัก ถ้าคนที่รู้กว้างๆ ไม่ใช่ว่าจะทำหน้าที่กรรมการป.ป.ช.ไม่ได้ เพียงแต่จะเสียเวลาในการมาศึกษานิดหน่อย ดังนั้น ผู้ที่เป็นผู้พิพากษาจะได้เปรียบในการทำงาน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวว่าคสช. จะผลักดันพล.ต.อ.วัชรพล ให้เป็นประธานป.ป.ช. น.ส.สมลักษณ์ กล่าวว่า สำหรับตนไม่ได้ดูว่าเป็นใคร มาจากไหน ใครสนับสนุน ดูแค่ความเหมาะสม รวมถึงความรู้ความสามารถ แต่ขอไม่วิพากษ์วิจารณ์รายบุคคล กล่าวได้เพียงสั้นๆ ว่า เมื่อมาเป็นกรรมการป.ป.ช.แล้วจะต้องเปลี่ยนจิตวิญญาณให้เป็นกลาง ไม่ให้เห็นว่ามาจากทางไหน ต้องวางตัวเป็นกลาง มีความเที่ยงธรรมให้แก่ประเทศ ในเมื่อป.ป.ช.มีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐถ้าเอียงประเทศคงลำบาก