"สมชัย" กกต. แจงงบฯจัดซื้อเครื่องลงคะแนนไม่ถึงหมื่นล้าน ปัดตอบปม "ตั้งที่ปรึกษา-โรงพิมพ์" โบ้ย กกต.ท่านอื่นตอบบ้าง
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงตอบโต้กรณีที่นายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการ กกต. ให้จับตาการจัดซื้อเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ที่จะใช้ใน 9.5 หมื่นหน่วยเลือกตั้ง งบประมาณกว่าหมื่นล้านบาท ว่าไม่เป็นความจริง โดยเครื่องลงคะแนนกกต.มีริเริ่มมาตั้งแต่ปี 46 และพัฒนามาถึงปัจจุบันรวม 4 รุ่น ใช้งบประมาณในการดำเนินการและการอบรมให้ความรู้ราว 57 ล้านบาท
เผยเมื่อร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนายบวรศักดิ์ มีการระบุให้นำเครื่องลงคะแนนมาใช้ ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและกระแสโลกที่นานาประเทศมีการใช้เครื่องลงคะแนนแล้ว กกต.จึงมีการพัฒนาและมีความจริงจังที่จะนำเครื่องมาใช้ โดยได้วางแผนการใช้เครื่องไว้ 3 ช่วง คือ ในปี59 หากมีการประชามติจะมีการนำเครื่องลงคะแนนรุ่นที่ 4 ไปใช้เพียง 5 หน่วยเลือกตั้งในกทม. โดยไม่มีการตั้งงบประมาณในการใช้จ่าย และหากมีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 60 ก็มีแผนที่จะใช้เครื่องลงคะแนนเพียง 100 หน่วยเลือกตั้งในกทม.ชั้นใน คิดเป็น 0.1เปอร์เซ็นต์ของหน่วยเลือกตั้งทั้งประเทศ และเตรียมงบประมาณไว้ 10 ล้านบาท สำหรับผลิตเครื่องลงคะแนนรุ่นใหม่ ที่จะใช้ระบบทัชสกรีน เนื่องจากเครื่องลงคะแนนรุ่นที่ 4ไม่สามารถตอบโจทย์กรณีมีผู้สมัครเกิน30 หมายเลข และการลงคะแนนนเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อได้
แต่ทั้งนี้หากไม่สามารถผลิตเครื่องรุ่นใหม่ได้ทันเพราะต้องใช้วิธีประกวดราคา ก็จะใช้เครื่องรุ่นเก่าก่อน ที่มีอยู่ 200 ชุด ส่วนระยะสุดท้ายคือปี 63 มีแผนที่จะใช้เครื่องลงคะแนนประมาณ 2,000 ชุด เพื่อใช้กับเขตเลือกตั้งชั้นในกทม.จะมีการผลิตเครื่อง 2,000 ชุด ใช้งบประมาณ100ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตั้งงบประมาณแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องอนาคต
“เครื่องลงคะแนนมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องและพัฒนา เราไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน ผมไม่เข้าใจว่านายภุชงค์เข้าประชุมกับเขาหรือไม่ ถ้าเข้าคงจะรู้เรื่อง แต่นี่ไม่เข้าจึงไม่รู้เรื่อง” นายสมชัยกล่าว
ทั้งนี้ในการแถลงนายสมชัยได้นำเครื่องลงคะแนนแต่ละรุ่นมาแสดงพร้อมอธิบายถึงการพัฒนาของเครื่องลงคะแนนแต่ละรุ่น จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งระบุว่าตั้งใจแถลงเรื่องนี้เท่านั้น แม้ว่าผู้สื่อข่าวจะพยายามที่จะใช้ชี้แจงประเด็นที่นายภุชงค์โจมตีกกต.เรื่องการทัวร์นอก เรื่องการตั้งที่ปรึกษา ล็อกสเปคโรงพิมพ์ออกบัตรประชามติ โดยระบุว่าจริงๆเรื่องอื่นตนมีคำตอบทั้งหมด แต่เรื่องโรงพิมพ์และดูงานต่างประเทศเป็นความรับผิดชอบประธานกกต.ส่วนเรื่องการตั้งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญเป็นแนวคิดของนายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ขอให้เป็นหน้าที่ของกกต.แต่ละคนในการชี้แจง แต่ถ้าที่สุดท่านเหล่านั้นไม่มีชี้แจง จึงค่อยมาถามตน ส่วนเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ วันนี้คณะอนุกรรมการประเมินผลได้มีการประชุมและคิดว่าน่าจะมีการชี้แจงต่อสื่อถึงหลักเกณฑ์การประเมินต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ความขัดแย้งระหว่างกกต.กับนายภุชงค์ อาจก่อให้เกิดผลกระทบถึงขั้นเปลี่ยนแปลงกกต. ทั้ง5คน นายสมชัยกล่าวว่า ตนไม่มีปัญหาอะไร เมื่อถามต่อว่าการออกมาแถลงข่าวของนายภุชงค์ เป็นการให้น้ำหนักแนวคิดของกรธ.ที่เห็นว่ากกต.ควรทำงานในลักษณะบอร์ดมากขึ้นหรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า ลักษณะงานของกกต.ไม่เหมือนคตง.หรือป.ป.ช.ที่พิจารณาแค่สำนวนคดีเพียงอย่างเดียว จึงสามารถทำงานเป็นบอร์ดได้ แต่ครึ่งหนึ่งของงานกกต.เป็นงานบริหาร ที่ต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า ไม่ทำงานแบบราชการจนเกินไป ดังนั้นการกำกับแต่ละด้านยังจำเป็นอยู่และการรับผิดชอบเป็นด้านถูกออกแบบมาตั้งแต่กกต.ชุดแรก การจะมาเปลี่ยนแปลง อาจกลายเป็นเรื่องต้องมาลองผิดลองถูกกันใหม่ ตนอาจจะวิสัยทัศน์ไม่ไกลจึงมองไม่ถึง แต่คิดว่าถ้าปราศจากการกำกับดูแลแต่ละด้านแล้ว ผลอาจจะไม่ดีเท่าที่ควร
“แม้ว่ากกต.จะแบ่งงานแต่ละด้าน แต่ไม่ใช่ด้านข้าใครอย่าแตะ ทุกเรื่องต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมกกต.กกต.ทุกท่านสามารถทักท้วงงานด้านอื่นๆได้ โดยไม่มีการเกรงใจกัน หลายครั้งที่ผมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม แล้วมีการทักท้วงจากกกต.ท่านอื่น ผมก็ยอมถอยกลับเหมือนกัน แต่ทุกเรื่องแทบจะไม่มีการลงมติ น้อยครั้งที่จะมีการลงมติ หนึ่งในนั้นที่ลงมติคือการเลิกจ้างเลขาฯ” นายสมชัยกล่าว
เมื่อถามต่อว่าการแบ่งงานเป็นด้านทำให้รองเลขาฯแต่ละด้านขึ้นตรงกับกรรมการกกต.ทำให้เลขาฯถูกมองข้ามหัวหรือไม่ นายสมชัยกล่าวว่า เลขาฯเป็นฝ่ายกำกับทุกอย่าง ถ้าเลขาฯไม่เซ็นต์ไม่มีใครทำอะไรได้เลย ฉะนั้นต้องบอกว่ารองเลขาฯเห็นหัวเลขาฯ อย่างไรก็ตามการประชุมกกกต.วันที่ 15 ธ.ค.จะหารือเรื่องการสรรหาเลขาฯกกต.คนใหม่




