ฐานความคิด และฐานความเชื่อหลักอยู่ที่ความไม่ไว้ใจนักการเมือง เนื่องจากมองว่านักการเมืองนั้น มักจะฉวยโอกาสทำทุกอย่างเพื่อคะแนนเสียง
เป็นที่รู้กันว่าการร่างรัฐธรรมนูญในภาวะหลัง 22 พ.ค. 2557 นั้น มีฐานความคิด และฐานความเชื่อหลักอยู่ที่ความไม่ไว้ใจนักการเมือง เนื่องจากมองว่านักการเมืองนั้น มักจะฉวยโอกาสทำทุกอย่างเพื่อคะแนนเสียง และหาโอกาสเข้ามาสู่อำนาจเพื่อกอบโกย
ดังนั้นจึงมีการบัญญัติหลายเรื่องไว้เพื่อควบคุมนนักการเมือง ไม่ว่าะจะเป็นการควบคุมการใช้อำนาจ หรือการตรวจสอบการใช้อำนาจ เช่นล่าสุดที่พิจารณาเรื่องอำนาจหน้าที่ของ ส.ส. ในการพิจารณากฎหมาย โดยเฉพาะ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
แต่เดิมนั้น ว่ากันว่า ส.ส. บางคนไม่ยอมเป็นรัฐมนตรี แต่จะจองเก้าอี้กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ในทุกปีและทุกสมัยที่ได้เป็น ส.ส. เพราะมีโอกาสที่จะแปรญัตติ งบประมาณเพื่อเข้าพื้นที่ของตัวเอง
ยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าอีกด้วยว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกรรมาธิการงบประมาณฯ ที่หากใครมาเป็นกรรมาธิการจะมีโควตางบประมาณที่จัดให้ในพื้นที่อีกด้วย ทำให้หลายครั้งงบประมาณที่ออกมาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และไปลงในพื้นที่ที่ไม่มีความจำเป็น
ล่าสุดกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงมีไอเดียกับเรื่องการพิจารณางบประมาณ พวกเขาตั้งกรอบคิดว่าจะทำอย่างไรให้การแปรญัตติเกิดประโยชน์สูงสุด โปร่งใส คุ้มค่า ไม่ให้แปรญัตติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน พวกพ้อง หรือเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง
โดยกำหนดเนื้อหาห้ามไม่ให้ ส.ส.แปรญัตติเพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่าย การจะแปรญญัตติทำได้เพียงแค่ปรับลดงบประมาณเท่านั้น นอกจากนี้ยังกำหนดห้ามมิให้ปรับลดงบประมาณใน 3 ประเภทคือ 1.เงินสำหรับจ่ายเงินกู้ 2. เงินสำหรับจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ และ 3.และเงินกำหนดจ่ายตามกฎหมาย
ทั้งนี้ยังกำหนดด้วยว่า ส.ส.ต้องไม่มีส่วนหรือการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จากการแปรญัตติงบประมาณแผ่นดิน เพื่อป้องกันไม่ให้ใช้งบประมาณแผ่นดินไปในทางผลประโยชน์ทับซ้อน หากพบก็ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งหาวินิจฉัยว่ากระทำจริง ก็ให้เรื่องที่พิจารณากันอยู่ในสภาดังกล่าวตกไป และให้ ส.ส.คนนั้น พ้นจากตำแหน่งทันที และถูกตัดสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต
ซึ่งถือเป็นโทษที่หนัก เพราะเท่ากับเป็นการประหารชีวิตทางการเมือง
แต่น่าสนใจว่าการกำหนดเช่นนี้เป็นการกำหนดที่ถูกต้องทั้งหมดจริงหรือไม่ เพราะเอาเข้าจริงหลักการของการที่ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นเป็นการให้รัฐสภาถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายบริหาร และการมองว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นตัวแทนของปวงชนผ่านการเลือกตั้งนั่นเอง
ดังนั้นเรื่องราวจึงน่าจะที่สิ้นสุดที่รัฐสภา เพราะหากกรรมาธิการแปรญัตติไม่ถูกต้องก็ไม่ได้หมายความว่าความเห็นของกรรมาธิการคนนั้น หรือทั้งคณะกรรมาธิการจะถูกยอมรับโดยสภา ซึ่งหากทั้งสภาผ่านร่าง พ.ร.บ. หรือ มาตราใด ก็แปลว่าพวกเขายอมรับได้กับการแปรญััติเช่นว่า
ทั้งหมดนี้จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีีระหว่างการควบคุมการใช้อำนาจ หรือการ





