"ปริญญา"ชูระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสม ฉบับบ"วรศักดิ์"แฟร์ที่สุด ชี้ระบบใหม่ของ"มีชัย"ดูชอบกล ไม่เป็นที่นิยม เหตุตัดสิทธิปชช.ในการออกเสียงเลือกส.
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ว่า ตนทราบว่าร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.มีเนื้อหาที่แล้วเสร็จไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์แล้ว ตนตอบไม่ได้ว่ารับได้หรือไม่เพราะต้องรอเนื้อหาทั้งหมดออกมาก่อน อย่างไรก็ตามขณะนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ 1.ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่จะมีเฉพาะการเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ขณะที่ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมาจากการนำนำคะแนนรวมของทุกเขตนั้นมาคำนวณเพื่อหาจำนวนของส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคนั้นจะได้ โดยผลลัพธ์ของระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม จะทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่ใหญ่มีส.ส.น้อยลง เมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง เมื่อปี 2554 ที่ใช้การเลือกตั้งแบบระบบคู่ขนานระหว่างเขตและบัญชีรายชื่อ กล่าวคือระบบเลือกตั้งแบบใหม่ พรรคเพื่อไทยจะได้ส.ส.น้อยลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส.เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือเท่าเดิม อย่างไรก็ตามตนมองว่าระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมดูชอบกล รวมถึงเป็นระบบเลือกตั้งที่ไม่ยุติธรรม เท่ากับการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่คิดขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ระบบเลือกตั้งใหม่นั้นไม่สามารถนำไปทำนายผลเลือกตั้งในอนาคตได้เพราะมีตัวแปรหลายปัจจัย เช่น การส่งผู้สมัครส.ส.เขต, พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง เป็นต้น
“ส่วนการใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวนั้นกรธ.เจตนาเพื่อทำให้ง่ายมากขึ้น แต่ฟังไม่ขึ้นเพราะเราไม่ได้เพิ่งเลือกตั้งด้วยบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ซึ่งผ่านการเลือกตั้งด้วยบัตร 2ใบ ทำมาแล้วถึง 4 ครั้ง พบว่าไม่ยาก และประชาชนเคยชิน ทั้งนี้การเลือกตั้งเพียงลงคะแนนเพียงครั้งเดียวนั้น ผมคิดว่าปัญหาทำให้การเลือกตั้งมีคะแนนเดียว คือ ประชาชนที่เคยมีสิทธิเลือกพรรคซึ่งต่างจากส.ส.เขตหายไป ซึ่งกรณีที่หายไปตามที่อ้างว่าทำให้การเลือกตั้งง่ายนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะประชาชนคิดเองได้ แต่ผมขอตั้งคำถามว่าหากของดีจริง ทำไมเยอรมนีถึงใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมเพียงแค่รัฐเดียว โดยผมมองว่ามันสู้ไม่ได้กับการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ที่ผมมองว่าใช้ได้ ทั้งระบบของการให้ประชาชนจัดลำดับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อได้เอง เป็นต้น ทั้งนี้ผมมองว่าสิ่งที่กรธ.ต้องพิจารณาเป็นสำคัญในระบบเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาการเมือง คือ ให้ผู้สมัครส.ส.มีอิสระจากพรรคการเมือง เพื่อให้ส.ส.เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นผู้แทนของพรรคการเมืองหรือรัฐบาล หมายถึงส.ส.ควรสังกัดพรรค แต่ไม่ควรบังคับให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเท่านั้น ควรให้ส.ส.ลงสมัครได้อย่างอิสระ รวมถึงการทำให้พรรคการเมืองเป็นประชาธิปไตย” นายปริญญา กล่าว
2.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามแนวทางคือการเลือกตั้งทางอ้อมจากสาขาวิชาชีพ อาจมีปัญหาช่วงของการขึ้นทะเบียบกลุ่มวิชาชีพ และบางการทำงานอาจไม่ถูกจำกัดว่าเป็นอาชีพ เช่น คนทำงานที่บ้าน อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งทางอ้อมที่แท้จริง นั้นต้องมีกระบวนการที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวแทนและให้ตัวแทนนั้นเข้ามาดำเนินการ ทั้งนี้ในประเทศฝรั่งเศส ใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเลือกบุคคลที่เป็น ส.ว. แต่ตนคาดว่าวิธีการดังกล่าว กรธ.อาจไม่ยอมรับ เพราะอาจถูกการเมืองครอบงำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ ทั้งนี้การพิจารณาถึงการสืบทอดอำนาจต้องมองที่ส.ว. ดังนั้นต้องจับตาดูว่าส.ว.จะยึดโยงประชาชนมากน้อยหรือไม่
3.ที่มาของนายกฯที่ให้ผู้ที่ไม่ใช่ส.ส.เข้ารับตำแหน่ง ทั้งนี้ตนสนับสนุนที่จะให้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่จะเป็นสิ่งที่กันทหารออกจากระบบการเมืองได้หรือไม่นั้น ตนมองว่าหากผู้นำกองทัพต้องการลงเลือกตั้งต้องเปิดเผย เพื่อให้ตรวจสอบได้และเกิดความโปร่งใส ทั้งนี้ตนไม่คิดว่าจะต้องไปเขียนคุณสมบัติพิเศษใดๆ เพราะที่ผ่านมาเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญก็เหมาะสม
4.ที่มาขององค์กรและอำนาจพิเศษเพื่อแก้สถานการณ์วิกฤต ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการ ตนมองว่าแนวโน้มจะเขียนในบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ตนมองว่าความปรองดองในประชาธิปไตย ไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันแต่ต้องขัดแย้งในกติกา ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ศาลมาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในรายละเอียดที่เกี่ยวกับมาตรา 7 ว่าด้วยการวินิจฉัยการปกครองให้เป็นไปประเพณีการปกครองหากไม่มีกรณีใดที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ไม่ควรมีเพราะกรณีที่เขียนมาก่อนหน้านั้นเพราะมาจากการทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ยังมีเนื้อหาสั้น และ 5.โอกาสผ่านประชามติ ที่ต้องใช้เสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ต้องจับตาว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาส่วนดังกล่าวที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หรือไม่ หากไม่แก้ไขสามารถคาดเดาได้ว่า คสช.ต้องการอยู่นาน และกรณีที่ไม่แก้ไขเรื่องหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะมีทางออกอย่างไร ก็อาจนำมาซึ่งการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญและการไม่ยอมรับ คสช. ได้ ส่วนตัวมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีการทำประชามติตามโร้ดแม็พอย่างแน่นอน ส่วนจะมีการยืดเวลาการลงประชามติหรือไม่ต้องพิจารณารายละเอียดและความจำเป็น โดยไม่อาจใช้อำนาจตามมาตรา 44 ขยายวันลงประชามติไปได้
“รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย คือการสร้างกติกาปกครองตนเองของประชาชนฐานะเจ้าของประเทศ ไม่ใช่ปกครองโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ดังนั้นการร่างต้องอยู่บนพื้นนฐานให้ประชาชนรับได้ และสามารถปกครองตนเองรวมถึงต้องแก้ไขปัญหาประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่แย่กว่าเดิม ทั้งนี้ประเด็นของรัฐธรรมนูญที่ล้มเหลวและต้องนำไปสู่การยกร่างใหม่ เพราะการไม่เล่นตามกติกา และไม่ตัดสินตามกติกา และไม่ยอมรับกติกาหรือคำตัดสิน แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออกมาดีอย่างไร หากคนยังไม่เล่นตามกติกา ไม่ยอมรับกติกา หรือคำตัดสินก็จะมีปัญหา ดังนั้นความสำคัญของการทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือ ต้องทำให้คนยอมรับ และให้ผ่านประชามติ ไม่เช่นนั้นคณะรัฐประหารก็จะอยู่ยาว และจะเกิดความวุ่นวาย” นายปริญญา กล่าว
นายปริญญา กล่าวด้วยว่าจากกรณีที่เกิดประเด็นของอุทยานราชภักดิ์ ถือเป็นช่วงขาลงของคสช. ดังนั้นคณะปฏิวัติต้องพิจารณาให้ดีไม่เช่นนั้นความชอบธรรมจะได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาด้วยว่ารัฐบาลจะมีคะแนนนิยมที่สูงต่อไปหรือไม่ โดยทางรัฐศาสตร์ทำได้ไม่ง่าย หากมีปัญหาแล้วไม่รีบแก้ไข ส่วนตัวตนมองว่าสิ่งสำคัญคือ รัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญเป็นที่ยอมรับและดีเพียงพอ อาจไม่ทำให้คนส่วนใหญ่คิดว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คสช.อยู่ต่อ





