คำถามคือ “ประยุทธ์” จะปรับ “อุดมเดช” ออกจริงหรือ เพราะดูท่าแล้วตัวเขาเองก็ไม่เชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับอุทยานราชภักดิ์
เรียกว่า “ไฟลามทุ่ง” ก็คงไม่ผิดนักสำหรับกรณี “อุทยานราชภักดิ์” เรื่องความผิดความถูก หรือมีการทุจริตหรือไม่ระดับไหน เราคงยังไม่ก้าวล่วงเพราะยังมีกระบวนการตรวจสอบอยู่อีกมาก แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าแตะไปจุดไหนก็มีข้อน่าสงสัยอยู่เต็มไปหมด รวมไปถึงผู้ต้องหาคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ยังหลบนีอยู่ พร้อมทั้งถูกถอดยศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ยังออกมาทำนองยอมรับว่ามีความไม่ปกติเกิดขึ้น โดยระบุว่า “เริ่มแรกส่วนตัวไม่คิดว่าการจัดสร้างอุทยานจะเกิดการทุจริต แต่เมื่อเกิดแล้ว ต้องดูว่าสาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากส่วนใด ทั้งเรื่องรายรับรายจ่าย งบก่อสร้าง การเรียกค่าหัวคิว ซึ่งต้องให้เวลาตรวจสอบ พร้อมยอมรับว่า มีบางส่วนที่ผิด แต่เป็นการกระทำผิดของคนไม่กี่คน ซึ่งมี 2 คนเท่านั้นที่จะต้องรับผิดชอบ เพราะหากไม่ผิดก็คงไม่หนี”
แต่ดูเหมือนว่าการตั้งรับของรัฐบาลกับอาจจะไม่ทันการณ์ เพราะต้องไม่ลืมว่าคดีนี้ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเฉพาะกับข้อเท็จจริงหรือกระบวนการตรวจสอบตามปกติเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังเกี่ยวกับกระแสความรู้สึกของประชาชนอีกด้วย
ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะมีสองปัจจัย 1.อุทยานราชภักดิ์ สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนพระบูรพกษัตริย์ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี ก่อนที่จะมีข่าวเรื่องนี้ก็อยู่ในความสนใจของประชาชนมาโดยตลอด และแม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็มีประชาชนทยอยไปเที่ยวจนกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของหัวหินไปแล้ว ไม่มีใครคาดคิดว่าโครงการเช่นนี้จะมีผู้กล้าหาญชาญชัยทุจริต กินหัวคิว
และ 2.เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในรัฐบาลที่ประกาศตนเองว่ามาเพื่อจัดการการทุจริตคอรร์รับชั่น และที่สำคัญกว่านั้นผู้ที่ถูกตั้งข้อสงสัยก็เป็นทหารอีกด้วย หลายคนจึงเฝ้าดูว่าเรื่องนี้สุดท้ายจะกลายเป็นลูบหน้าปะจมูกหรือไม่ เพราะเมื่อไล่ล่าเอากับนักการเมืองที่ตั้งข้อสงสัยว่าทุจริตก็ต้องไม่ช่วยเหลือพวกพ้องที่ทุจริตด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาดูเหมือนว่ากระบวนการบริหารจัดการกับเรื่องนี้ของฝั่งรัฐไม่ค่อยจะตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกของสังคมมากนัก อาจเป็นเพราะด้วยสภาพสังคมของทหารในอดีตนั้นไม่เคยชินกับการตกเป็นเป้าสายตา และมักจะมีกระบวนการบริหารจัดการในรูปแบบของตัวเอง
แต่กับสภาพปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปเพราะทหารปัจจุบันแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ข้อเท็จจริงก็คือพวกเขาคือผู้กุมอำนาจรัฐในขณะนี้ซึ่งก็คือเป็นสถานภาพเดียวกับนักการเมิืืองนั่นเอง ดังนั้นพวกเขาก็จะต้องถูกจับตาเช่นเดียวกับนักการเมืองที่กุมอำนาจรัฐ และเรียกร้องในสถานะที่ไม่แตกต่างกัน รวมถึงการบริหารจัดการเองนั้นนอกจากการจัดการกับปัญหาแล้วปัญหาเท่านั้น ต้องบริหารอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนอีกด้วย
การจัดการกับปัญหาอุทยานราชภักดิ์ที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนว่าจะมีการตรวจสอบกันเฉพาะแต่ภายในเท่านั้น ไม่ได้มีการตรวจสอบจากภายนอก ซ้ำร้ายกว่านั้นเบื้องต้นที่เกิดกรณีขึ้นมีแต่การออกมาปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายข้อเท็จจริงก็ออกมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการหนีไปของนายทหารระดับสูงสองคน ที่ปัจจุบันถูกถอดยศไปแล้ว หรือการถูกเปิดเผยว่าโครงการนี้ไม่ได้ใช้แต่เพียงเงินที่รับบริจาคอย่างเดียว หากแต่ใช้เงินรัฐจำนวน63 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจาก กสทช. อีก 88 ล้าน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่
การออกมาปฏิเสธลอยๆ นั้นไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ใดๆดีขึ้นมาเลย สภาพปัจจุบันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านร้านตลาดต่างก็ตั้งข้อสงสัยกับเรื่องที่เกิดขึ้น และตั้งวงซุบซิบนินทา
ดังนั้นรัฐบาลจึงอาจต้องทำการบางอย่างเพื่อลดทอนอารมณ์ของคนลง มิเช่นนั้นเรื่องอาจลุกลามจนคุมไม่อยู่ บทเรียนในอดีตกับรัฐบาลปกติก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อรัฐบาลใดเจอกับวิกฤตและจัดการล่าช้าหรืออุ้มคนผิดเอาไว้ รัฐบาลก็มักถึงกาลอวสานในเวลาไม่นาน เช่นเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์เคยเจอกับกรณี สปก. 4-01 เช่นเดียวกับที่รัฐบาลเพื่อไทยกับกรณีออกกฎหมายนิรโทษกรรม
นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกสายตาจับจ้องไปที่ พล.อ.อุดมเดช สีตะบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้นเกิดและสร้างขึ้นในสมัยที่เขาเป็น ผบ.ทบ. และเขายังมีตำแหน่งเป็นประธานมูลนิธิราชภักดิ์อีกด้วย แถมนายทหารที่หนีไปก็เป็นคนที่ใกล้ชิดกับเขาอีกด้วย
จึงไม่แปลกที่มีข่าวว่าอาจจะมีการปรับ ครม. เพื่อลดกระแสกดดันในครั้งนี้ และแน่นอนว่าเป้าที่จะปรับเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.อ.อุดมเดช
เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อนายกรัฐมนตรีกลับจากภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศส ก็ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าคิดเรื่องปรับ ครม. อยู่เช่นกัน แต่ไม่บอกว่าจะปรับใครหรือเปรับอย่างไร หรือปรับเมื่อไหร่
คำถามที่ต้องถามต่อคือหากปรับ พล.อ.อุดมเดช ออกนั้น เพียงพอต่อการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ การปรับพล.อ.อุดมเดช ออกจะปรับออกจากอะไร และเพียงพอหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่านาทีนี้ พล.อ.อุดมเดช ดำรงตำแหน่งหลักอยู่สองตำแหน่งคือ 1.รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ 2.สมาชิก คสช.
การปรับออกจากคณะรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว เขาก็ยังจะอยู่ในตำแหน่งสมาชิก คสช. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลไม่แพ้กัน และย่อมถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงยังอนยู่ในตำแหน่งนี้ได้ ดังนั้นหากจะปรับเพื่อลดกระแสก็มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องปรับเขาออกทั้งสองตำแหน่ง
ูแต่อีกคำถามคือ “ประยุทธ์” จะปรับ “อุดมเดช” ออกจริงหรือ เพราะดูท่าแล้วตัวเขาเองก็ไม่เชื่อว่า “อุดมเดช” จะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
ที่สำคัญท พวกเขาเป็นพี่น้องกัน ยามที่ทำรัฐประหาร “อุดมเดช”ก็เป็นมือเป็นไม้
และเมื่อรัฐประหารเสร็จ “ประยุทธ์” ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่วน “อุดมเดช” ก็เป็น ผบ.ทบ. คอยดูแลความสงบเรียบร้อย และเป็นฝ่ายปฏิบัติการ การปรับออกจึงไม่น่จะอยู่ในวิสัยที่เขาอยากกระทำนัก แต่บางครั้งก็จำต้องเสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต
เพราะหากไม่ทำอะไรเลยก็อาจจะเอาสถานการณ์ไม่อยู่ ความสงสัยก็จะยิ่งพุ่งเป้าเข้ามา หรือแม้กระทั่งการกระทำการอะไรที่ล่าช้าออกไปก็อาจจะไม่ทันการณ์ เพราะถึงนาทีนี้แล้วการปิดข่าวหรือกดความรู้สึกสงสัยพร้อมกับเลี้ยงสถานการณ์ต่อไปไม่น่าใช่ทางเลือกที่ดีนัก
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งปัจจยที่เขาอาจนำมาพิจารณากล่าวคือ แม้ปรับ “อุดมเดช” ออกแล้ว เรื่องราวก็อาจไม่จบลงเพียงแค่นี้ และอาจมีการรุกไล่ต่อไป ซึ่งหากเรื่องไม่จบเขาอาจมองว่าการปรับออกก็ไม่มีความหมายอะไร
“ประยุทธ์” กำลังยืนบนทางแยกที่ต้องบริหารจัดการให้ดีทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลความรู้สึกของผู้ใต้บัญชา และความรู้สึกของประชาชน





