"ไพบูลย์"ยอมรับกระแสข่าวลือทุจริตอุทยานราชภักดิ์กระทบรัฐบาล วอนประชาชนแยกแยะอย่ามองแต่ประเด็นดิสเครดิต
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกระแสตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ และเรียกร้องให้พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ลาออกจากตำแหน่ง ว่า โครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่ถูกลือสะพัดจนเป็นประเด็น มีผลกระทบกับรัฐบาล ทั้งที่จริงแล้วกองทัพบกมีสถานะเป็นกรมหนึ่งกรมและเป็นการตรวจสอบทุจริตเหมือนกรณีทั่วไปแต่ตนก็เข้าใจและอยากชี้แจงให้ประชาชนแยกแยะ มองปัญหาให้ชัดอย่ามองแต่เรื่องที่พูดดิสเครดิตกันไป
ส่วนกรณีพล.อ.อุดมเดช จะลาออกหรือไม่เป็นเรื่องส่วนตัวของพล.อ.อุดมเดช กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่มีใครตอบได้ แต่ตนขออธิบายว่า กรณีที่ผ่านมา ที่คสช.ใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการ เป็นการย้ายเมื่อมีการชี้มูลเบื้องต้นแล้วว่ามีการกระทำผิดจริง ไม่ใช่แค่ข่าวลือ และย้ายเพื่อเปิดทางให้ตรวจสอบโดยละเอียด แต่กรณีอุทยานราชภักดิ์ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน จึงต้องถามว่าจะให้ลาออกเพราะอะไร เมื่อผลการสอบสวนยังไม่ยุติ จึงอยากให้รอผลการสอบสวนก่อน
"การตรวจสอบของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นการทำงานของหลายหน่วยงาน ที่เป็นอิสระในการตรวจสอบเรื่องทุจริต ซึ่งจะตรวจสอบอย่างโปร่งใส เป็นธรรม อย่าคิดว่า พล.อ.ไพบูลย์นั่งเป็นผู้อำนวยการศอตช. แล้วจะสั่งการให้ผลสอบออกมาอย่างหนึ่งอย่างใดได้ เพราะหน่วยตรวจสอบทั้ง ป.ป.ช. ศาลยุติธรรม สตง. ต่างเป็นองค์กรอิสระ และทุกหน่วยต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ถ้าไม่ทำองค์กรก็จะเสื่อมเอง จึงอยากให้มั่นใจการตรวจสอบของศอตช. และรอผลการตรวจสอบ "พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงกรณีทหารติดตามความเคลื่อนไหวและคุมตัวนายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.ที่ตลาดมหาชัย ระหว่างนัดหมายเดินทางไปยังอุทยานราชภักดิ์ ว่า เจ้าหน้าที่ต้องมีเหตุผลด้านความมั่นคง จึงควบคุมตัว ซึ่งเหตุผลนี้ได้แจ้งบอกกล่าวกับทั้งสองคนแล้ว ตนในฐานะหัวหน้าคสช.ฝ่ายกฎหมาย ได้ดำเนินการออกกฎหมายที่จำเป็นในด้านความมั่นคง ทั้งกฎอัยการศึก ทั้งมาตรา 44 เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่นำไปใช้ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่มีอยู่





