วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'แจงผลประชุมเอเปค-อาเซียนในครม. ต่างชาติเข้าใจไทย

"พล.อ.ประยุทธ์"แจงผลประชุมเอเปค-อาเซียนในวงประชุมครม. ระบุต่างชาติเข้าใจไทยมากขึ้น

พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.ถึงการเดินทางไปประชุมเอเปคและอาเซียนที่ต่างประเทศมีความเข้าใจในประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่ว่า ก็เข้าใจ เขาพูดกับตนอย่างหนึ่ง สภาเขาพูดอีกอย่างก็เรื่องของเขา ทำไมจะต้องเอาอันนี้มาใส่อันนี้ให้เข้าใจผิด ก็เขาดีกับตน เขาพูดดีกับตนตนก็พูดดีกับเขา ส่วนภาพที่ออกมาดูมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันนั้น เพราะว่าใกล้ชิดสิเพราะนั่งติดกัน ก็ทักทายกันคุยกัน แค่นั้น เราก็ต้องรู้ว่าอันไหนคุยได้มากอันไหนคุยได้น้อย อย่าคุยส่งเดชไปเขาก็จะไม่คุยด้วย ก็คุยเท่าที่คุยได้ แต่ตนถือเอาศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยประเทศไทยไปกับตัว ไม่ใช่แต่ประยุทธ์อย่างเดียว ตนไปก็เหมือนคนไทย 70 ล้านคนไปกับตน ดังนั้นพูดอะไรจะต้องมีน้ำหนัก

"และผมก็รู้จุดอ่อนของผมว่าผมมาแบบนี้ ผมจะยังไงให้เขายอมรับได้ว่า เออ ไอ้นี่มันก็ฉลาดเหมือนกันนี่หว่า มันก็เป็นเหมือนกันนี่หว่า ไม่ได้โง่ตลอดเวลา ไปไหนประจานตัวเองผมก็ต้องปรับปรุงตัวเองของผม ผมไม่ว่าใครหรอก ท่านก็เป็นหนึ่งใน 70 ล้านคน มีศักดิ์ศรีของท่าน ไปไหนมาไหนทำอะไรไม่ดีก็นึกถึงคนอื่นเขาบ้าง นึกถึงประเทศไทยบ้าง ไม่นึกถึงอะไรบ้าง เอาแต่ว่าทำยังไงจะได้เงินได้สตางค์ใครเขาให้ก็เอาผิดกฎหมายก็ไม่เป็นไร มันก็บ่อเกิดของความฟอนเฟะทั้งหมด"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ตนกล่าวในที่ประชุมครม.ถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ตนเดินทางไปประชุมเอเปคและอาเซียนว่ามีการพูดคุยในประเด็นอะไรบ้าง เราจะต้องเดินหน้าประเทศของเรากับเขาอย่างไรที่จะเจรจาการค้าการลงทุนกับแต่ละประเทศและกลุ่มประเทศอย่างไร เพราะแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ประเทศไทยมีพื้นฐานของบีโอไอและเขตเศรษฐกิจพิเศษ

นายกฯ กล่าวอีกว่า รวมทั้งเรื่องที่เป็นคลัสเตอร์และซุปเปอร์คลัสเตอร์ ซึ่งตนได้ย้ำไปแล้วเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่เข้าใจกันทั้งหมดทุกภาคส่วน เพราะถ้าไม่เข้าใจกันทุกอย่างก็จะสูญเปล่า ซึ่งแนวโน้มน่าจะดีขึ้นหลังจากตนได้ไปพบปะกับนักธุรกิจทุกประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทย ก็มีความเข้าใจมากขึ้น และรับจะนำไปทบทวนและดำเนินการให้เกิดการขยายการลงทุนในระยะต่อไปให้เร็วที่สุด 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนยังพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศหรือไคลไคลเมทเชนจ์ ( climate change) สภาวะโลกร้อน ที่เราต้องทำให้ผลอย่างจริงจึง ซึ่งตนได้ชวนประเทศสมาชิกอาเซียนและในอาเซียนบวกสาม บวกหกว่าต้องให้ความสำคัญกับป่าของอาเซียนที่ตนพูดมาตลอดตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ที่ต้องเพิ่มพื้นที่ป่าที่มีคุณภาพให้ได้และลดการบุกรุกทำลายป่าให้ได้ ต้องทำการเกษตรในพื้นที่ที่เหมาะสม ใช้พื้นที่ให้น้อยลง ปรับปรุงด้วยการใช้เทคโนโลยีความรู้ให้ได้ผลผลิตมากขึ้น ในพื้นที่ที่เล็กและใช้น้ำให้น้อยลง เพราะจะมีผลกระทบต่อเนื่องของการใช้น้ำ ซึ่งตนก็บอกว่าอาเซียนจะมีปัญหามากกว่าที่อื่น เพราะเราอาศัยน้ำจากน้ำฝนเป็นส่วนใหญ่ ถ้าฝนไม่ตกก็กระทบการอุปโภคบริโภค การเกษตรและระบบนิเวศน์ เมื่อขาดน้ำก็จะตามมาด้วยผลิตผลทางการเกษตรลดลง ก็ต้องออกนอกวงจรการผลิต ที่ตามมาก็คือโรคระบาด เมื่อมีโรคระบาดประชาชนก็จะไม่มีคุณภาพ ประเทศก็ล้มลง นี่คือสิ่งที่เราต้องเตรียมความพร้อมของเราด้วยการเรียนรู้ว่าเราจะอยู่กับอนาคตได้อย่างไร ในทุกอาชีพ 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ส่วนถ้าจะทำอุตสาหกรรมตนก็เน้นไปว่าต้องนึกถึงประเทศที่เราไปลงทุนด้วย ว่าเราจะทำยังไงว่าเราจะไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติของเขามากจนเกินไป เพราะถ้าได้ผลประโยชน์ตอบแทน ได้กำไร แล้วก็ย้ายฐานการผลิตไปเรื่อยๆโลกก็มีปัญหาไปเรื่อยๆ ตนก็ฝากไว้ในเวทีโลกด้วย 

"เราจำเป็นต้องขับเคลื่อนทั้งสองทางคือภาคเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อเป็นอนาคตของประเทศ ไม่เช่นนั้นเราจะไม่มีเงินในการพัฒนาประเทศ เราต้องร่วมมือกับประเทศอื่นในการเชื่อมโยง วันนี้ต้องสร้างทั้งในและนอกประเทศ ให้สัมพันธ์และตรงกับศักยภาพ ถ้าในประเทศเข้มแข็งจากภายใน เริ่มจากชุมชนและท้องถิ่นขึ้นมา” นายกฯ กล่าว 

นายกฯ กล่าวอีกว่า ยังมีการพูดถึงเรื่องของไมโครเอสเอ็มอี พวกร้านค้าปลีก โชว์ห่วย ว่าจะดูแลอย่างไร ตนได้สั่งการให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจไปดูว่ามีกลไกในการขับเคลื่อนคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) และธนาคารต่างๆ แต่ปัญหาคือมีเอสเอ็มอีจำนวนมากหรือประมาณ 3ล้านกว่าราย และอยู่ในกลุ่มห่วงโซ่การผลิตกว่า 90% ที่จะต้องพัฒนาคุณภาพเขา เพราะนวัตกรรมจะต้องเกิด ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ทำยังไงจึงจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ายังทำธุรกิจแบบครอบครัวมันไปไม่ได้แน่นอน เพราะสินค้าที่เราจะต้องส่งไปยังห่วงโซ่การผลิตอื่นๆเขาพัฒนาไปแล้ว แต่เรายังอยู่ที่เดิม ดังนั้นต้องพัฒนาให้ดีมีความแตกต่าง เมื่อนำไปทำมูลค่าเพิ่มจะได้มูลค่าที่สูงขึ้น 

"ซึ่งวันนี้การประชุมเอเปคและอาเซียน พูดถึงตรงนี้มากในเรื่องของการส่งเสริมเอสเอ็มอี เพราะเป็นเครือข่ายสัมพันธ์ของการประกอบการธุรกิจ ซึ่งไม่มีที่ไหนทำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำได้ ไม่มีหรอก แต่มันต้องมีบริษัทย่อยๆลงไป ผลิตรถยนต์ก็ต้องมีชิ้นส่วน ชิ้นส่วนก็ทำกันคนละที่ นั่นแหละที่เรียกว่าเอสเอ็มอี มันถึงประกอบออกมาเป็นรถยนต์หนึ่งคัน เครื่องบินแอร์บัสที่ฝรั่งเศส ก็ไม่ได้สร้างที่นั่นที่เดียว แต่เขาสร้างตัวถัง หาง มาจากหลายประเทศ ดังนั้นเราต้องทำให้สินค้าขั้นต้นของเราให้มีคุณภาพเขาจึงจะมาซื้อสินค้าของเรา"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 

นายกฯ ยกตัวอย่างประเทศที่มีขนาดพื้นที่ของประเทศเล็ก อาทิ สิงคโปร์ ไทเป ฮ่องกง ซึ่งมีเอสเอ็มอีเหมือนประเทศไทยทั้งสิ้น จำนวนอาจจะน้อยกว่าไทยแต่เขามีความเข้มแข็ง นั่นคือปัญหาของเรา ซึ่งทุกรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง จะได้ไม่เหนื่อยอย่างเช่นทุกวันนี้ เพราะตนไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จขนาดไหน แต่อยู่ที่ความร่วมมือของทุกคนที่ตนประกาศไปแล้วว่าขอให้เข้ามาจดทะเบียนให้เรียบร้อย มาเรียนรู้เรื่องระบบการเงิน ทำบัญชี ระบบภาษี ไม่เช่นนั้นถ้าไม่เข้ามาก็จะพัฒนาไม่ได้ 

นายกฯ กล่าวถึงการท่องเที่ยวว่า ตนก็ได้พูดเช่นกันถึงการจัดการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่ทุกประเทศก็ตั้งใจฟังโดยเฉพาะอาเซียนว่าจะร่วมมือกันได้ตรงไหน ซึ่งปลายปีนี้เป็นต้นไปจะมีการท่องเที่ยวไปถึงเวียดนามที่มีการเปิดการท่องเที่ยวทางรถยนต์ได้เลย ทางเรือก็จะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวชายฝั่งด้วยเรือขนาดไม่ใหญ่มากที่จะแวะไปเรื่อยๆ และจะเปิดการท่องเที่ยวในเรือขนาดใหญ่ ซึ่งตนเห็นที่ประเทศสิงคโปร์ที่เรือเขารับได้ 5,000 คน ข้างในเรือก็มีทุกอย่างเหมือนเมืองหนึ่งเมืองที่ตระเวนไปน่านน้ำและเมืองต่างๆ ซึ่งประเทศไทยก็มีคนอยากมาแต่เรือครูซย์มาไม่ถึง ถ้ามาก็อยู่กลางทะเลต้องเอานำเรือเล็กออกไปรับเขาก็ไม่อยากมามากนัก 

“ถ้าเราทำท่าเรือยอร์ชให้เขา เขาจะเข้ามาและอยู่นานขึ้น เราก็ต้องทำแพคเกจ ผมก็หารือกับเวียดนามและประเทศต่างๆเขาก็เห็นด้วยหมด สิงคโปร์ก็พร้อมจะลงทุนกับเรา ผมก็คิดว่าควรจะมาไทย แล้วจะไปเวียดนามหรือไปไหนก็ว่าไป เพราะบริษัทเดินเรือพวกนี้ เราอยากหาที่หมายเพื่อเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่น ทั้งอาหาร การใช้จ่ายเงิน ของที่ระลึก”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว