วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปรากฎการณ์ฉาวของรัฐบาล ในการร่างรัฐธรรมนูญ

ปรากฎการณ์ฉาวของรัฐบาล สถานะลำบากร่างรัฐธรรมนูญ หลังการเกิดขึ้นใหม่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ใช้วเลาเข้ามาควบคุมสถานการณ์และกำกับการบริหารประเทศ มาแล้ว 1 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่ 22 พฤษภาคม 2557 มีการเปลี่ยนแปลงส่วนที่เกี่ยวข้องของเครือข่าย มาแล้ว1ครั้ง คือ การสิ้นไปของ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” และ “คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” เพราะด้วยผลตามกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังการเปลี่ยนแปลง คือ การเกิดขึ้นใหม่ ของ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ” และ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” ส่วนหนึ่งเพื่อสานต่องานปฏิรูปที่เป็นปัจจัยสนับสนุนหลักของการอยู่ในวาระของรัฐบาลคสช. และอีกส่วนคือ การเขียนกติกาใหม่ของประเทศ ภายใต้ชื่อของ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

จุดโฟกัสสำคัญในขณะนี้ ต้องมองใน2ส่วน คือ การบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาล-พล.อ.ประยุทธ์ และการทำกติกาสูงสุดของประเทศ โดยกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะทั้ง2ส่วนล้วนมีปัจจัยที่ส่งเสริมและเกื้อหนุนกันทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

กล่าวคือ การกระทำของรัฐบาล ที่ถูกสังคมตั้งข้อครหา โดยเฉพาะการบริหารราชการที่มิชอบ ใช้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์พวกพ้อง หรืออย่างประเด็นการทุจริต ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริม เช่น ปัญหาการทุจริต โครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่สังคมเกิดความเชื่อไปแล้วว่ามีกลิ่นไม่ดี-เกิดการชักเปอร์เซ็นต์และกินหัวคิวงบประมาณก่อสร้าง แต่จากการชี้แจงยังไม่ได้ตอบคำถามในประเด็นสำคัญ และปิดกั้นองค์กรตรวจสอบไม่ให้เข้ามาตรวจสอบความบริสุทธิ์ ทำให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาล ของคนในสังคม ทั้งที่เคยสนับสนุนการทำงานและที่เป็นไทยเฉย ถูกลดระดับ

เมื่อสังคมยังมีข้อสงสัยในตัวหัวเรือใหญ่ ย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ “กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” คาดหวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสังคมทุกฝ่ายต่อกระบวนการออกแบบเนื้อหาใหม่

และยิ่งเกิดประเด็นที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ส่งความเห็นต่อการทำร่างรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นไปตามกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม เมื่อสังคมไม่ไว้ใจข้างต้น เรื่องนี้จึงถูกโยงไปว่า ความเห็นนั้นคือแม่แบบพิมพ์เขียว

โดยเฉพาะข้อเสนอที่เกี่ยวเนื่องกับ “ทหาร” ที่ในความเห็นของ หัวหน้าคสช. เสนอเขียนให้ชัดเจนถึงสิทธิและเสรีภาพของ “ข้าราชการทหาร” ต่อการแสดงออกซึ่งความเห็นทางการเมือง

ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ว่าปมนี้อาจนำไปสู่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายความมั่นคง มีที่ยืนอย่าสง่าผ่าเผยบนเวทีการเมือง และสร้างพื้นที่ต่อรองทางการเมือง จากเดิมที่ หน่วยงานทหาร ต้องขึ้นอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลที่ประชาชนเป็นผู้เลือกตั้งเข้ามา

แม้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.” จะออกมาปฏิเสธ พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ว่าการเข้ามาทำหน้าที่มีเพียงกระดาษเปล่า แต่ด้วยที่มาของกรธ.ซึ่งมาจาก “องค์รัฎฐาธิปัตย์” จะมีเหตุผลอะไรที่สำคัญไปกว่า การรับฟังและยอมทำตามเนื่องจาก “กรธ.” ไม่มีอำนาจหรืออยู่ในสถานะที่จะโต้แย้งได้

เพราะ “พล.อ.ประยุทธ์” คือผู้ออกแบบโร้ดแม็พประเทศ และเป็นผู้กำกับเพียงคนเดียวที่มีสิทธิสั่งเดินหน้าหรือหยุดเดิน!

ดังนั้นเมื่อปัจจัย ของ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และ รัฐบาล คสช. ถูกผูกติดกันไว้ เมื่อการกระทำของรัฐบาลถูกสังคมตั้งข้อครหา และส่งผลต่อสถานภาพที่ถูกสั่นคลอน ทั้งประเด็นของเนื้อในและเรื่องราวภายนอก ย่อมเกิดภาวะลำบาก ต่อกระบวนการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือและมุมมองความคิดจากของผู้คนในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จึงน่าสงสัยว่าใคึรเป็นผู้แนะนำ หรือ “ประยุทธ์” ทำเช่นนี้เพื่ออะไร เพราะมองอย่างไรก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย  เนื่องจากสถานะของ “ประยุทธ์” นั้นมีอำนาจเต็มซึ่งใครก็ต้องเกรงใจ ขณะที่ “มีชัย” เองก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล การส่งซิกบอกกล่าวกันก๋็น่าจะเพียงพอต่อการให้ปฏฺบัติตาม

แต่เมื่อทำอย่างเป็นทางการเช่นนี้ก็ย่อมเลี่ยงข้อหาล็อกสเป็คไปไม่พ้น เพราะหากออกมาเหมือน “ข้อแนะนำ” แม้จะแก้ตัวว่าเป็นเรื่องที่คิดหรือทำมาก่อน ก็ย่อมเลี่ยงข้อหา “ล็อคเสป็ค” ไม่พ้นและไม่แปลกหากจะมีคนออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นข้อที่ว่าด้วยอำนาจ และการพ้นความรับผิดของทหารหากมีการใช้กำลัง

ต่อจากนี้ทุกอย่างก้าวของการร่างรัฐธรรมนูญจะยิ่งยากมากขึ้น  และแหลมคมยิ่งขึ้น  ไม่แน่ว่าหากไม่รีับแก้ไข แม้จะใข้มือหนึ่งอย่าง “มีชัย” ก็ใช่ว่าจะเอาอยู่ เพราะระเบิดเวลา และหลุมพรางได้ถูกขุดขึ้นจาก “คำแนะนำ” เช่นนี้เอง