“ชวลิต”เผยทูตต่างชาติลงพื้นที่ พบบุคคลสำคัญในพื้นที่ทั้งอดีตส.ส.และผู้นำชุมชนในโครงการจำนำข้าว มีนัยทางการเมืองในไทย
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า นับเป็นเรื่อง น่าสนใจกรณีเอกอัครราชทูตบางประเทศลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพื่อพบบุคคลสำคัญในพื้นที่ทั้งอดีตส.ส.และผู้นำชุมชน สะท้อนว่า ต่างประเทศต้องการข้อมูลรอบด้าน ไม่ได้ฟังเฉพาะข้อมูลจากทางการเท่านั้น เพื่อวิเคราะห์การเมืองในประเทศไทยว่าจะมีเสถียรภาพและเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ เพื่อประกอบการตัดสินใจในพันธกรณีกับประเทศไทยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน ว่า ถ้าลงทุนอยู่แล้ว จะต่อเนื่องหรือไม่ หรือจะย้ายฐานการลงทุน หรือถ้ายังไม่มาลงทุน อนาคตจะลงทุนหรือไม่ เป็นต้น
นายชวลิต กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงการดำเนินงานของฝ่ายบริหารกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯในโครงการรับจำนำข้าวที่ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลเองแท้ๆ ยังไม่เคยตอบต่อสาธารณชนได้เลยว่า การเลือกวิธีใช้คำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายทางละเมิดควบคู่กับการใช้ ม.44 เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในโครงการรับจำนำข้าว เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลัก นิติธรรมเป็นหลักการสำคัญที่
นานาอารยะประเทศยอมรับนับถือและจะคบค้าสมาคมด้วยกับประเทศที่ยึดหลักนิติธรรม ประการสำคัญ การมีผู้รู้ทางกฎหมายและได้ชื่อว่ามีความเป็นกลาง ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา อาจารย์สอนกฎหมายและนักวิชาการหลายท่าน มีความเห็นว่า ควรใช้กระบวนการทางศาล ทำให้เห็นว่า ความเห็นของพท.มีเหตุผล ไม่โดดเดี่ยว
นายชวลิต กล่าวในที่สุดว่า เห็นใจนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เพราะเดินมาเต็มตัวในทางนี้แล้ว แต่นายกฯยังมีทางออก หากท่านย้อนไปนึกถึงวัตถุประสงค์ของ คสช.เมื่อ 22 พ.ค.57 จะเห็นภาพความเป็นกลางที่อาสาเข้ามา แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ไม่เข้ามาเป็นคู่กรณีเสียเอง โดยใช้อำนาจบริหารมาก้าวล่วง ให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปตามครรลอง รัฐบาลจะได้มีเวลาไปแก้ปัญหาอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย





