วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รัฐพอใจ ผลการขับเคลื่อนศก.กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง

"พล.ต.สรรเสริญ" เผยรัฐบาลพอใจผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง ชี้ประชาชนได้ประโยชน์ ท้องถิ่นพัฒนา

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้ทราบว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลส่งผลให้เศรษฐกิจกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ได้แก่ จ.อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปีนี้คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 2.5 และในปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.2

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับนโยบายการใช้จ่ายภาครัฐ ได้แก่ การลงทุนขนาดเล็ก การส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล และโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจน มีงบประมาณรวมทั้งกลุ่มจังหวัด 5,195.17 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีการใช้จ่ายภาครัฐของกลุ่มจังหวัดปี 2558 ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 6.4 และในปี 2559 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 17.2 ส่วนมาตรการส่งเสริม SMEs มีผู้ยื่นคำขอกู้จากสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐและธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ทั้งกลุ่มจังหวัด 677 ราย รวม 5,940.23 ล้านบาท เป็นผลให้ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนกลุ่มจังหวัด ขยายตัวในปี 2558 เป็นร้อยละ 5.1 และคาดว่าปี 2559 จะขยายตัวร้อยละ 7.6

พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ขณะที่โครงการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน หรือกองทุนหมู่บ้าน และโครงการตามมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล ตำบลละ 5 ล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่และการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยมีกองทุนหมู่บ้านระดับ A และ B ของกลุ่มจังหวัด 5,483 แห่ง มีเงินเข้าสู่ระบบ 5,483 ล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.6 และคาดว่าในปี 2559 จะขยายตัวร้อยละ 7.8

“รัฐบาลพอใจผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่างเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรีจึงได้สั่งการส่วนที่เกี่ยวข้องให้วางแผนลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อติดตามผลการปฎิบัติงาน ตรวจเยี่ยมให้มากขึ้น โดยสิ่งที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ ก็คือการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจากการรายงานข้อมูลของทั้ง 4 จังหวัดพบว่ามีการจ้างงานเกษตรกรเพื่อชดเชยรายได้ และเตรียมส่งเสริมการปลูกข้าวเปียกสลับแห้งหรือที่เรียกว่าการแกล้งข้าว คือ การปล่อยน้ำเข้านาและหยุดให้น้ำสลับกันไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่งจะใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาปกติ อย่างไรก็ตาม จะเน้นให้เกษตรกรปลูกพืชชนิดอื่นที่ใช้น้ำน้อยก่อน นอกจากนี้ยังจะฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำจนสามารถเพิ่มความจุการกักเก็บน้ำได้ 17.18 ล้านลูกบาศก์เมตร ประชาชนได้รับประโยชน์ 57,265 ครัวเรือน” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว