วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอ็นแอลดี'กวาดเรียบ ทั้งสองสภาเมียนมา

พรรคเอ็นแอลดีของ“ซูจี”กวาดเรียบ ด้วยจำนวนที่นั่งในสภา 348 ที่นั่ง แบ่งเป็น 238 ที่นั่งในสภาล่าง และ 110 ที่นั่งในสภาสูง

พพรคเอ็นแอลดีกวาดเสียงข้างมากในทั้งสองสภาเมียนมา ปูทางเลือกประธานาธิบดีจากสายเอ็นแอลดี พร้อมจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ถือเป็นการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งประวัติศาสตร์ ด้าน“บัน คีมูน-โอบามา”แสดงความยินดี“ซูจี”

พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี กวาดเสียงข้างมากกว่า 80% ไปในสภาล่างและสภาสูงจากการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมา อันถือเป็นการเปิดทางให้พรรคเอ็นแอลดีเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีที่ตัวเองเสนอชื่อไป และจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว

หลังจากทยอยรายงานผลการเลือกตั้งมาเป็นระยะ ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้งก็รายงานว่าพรรคเอ็นแอลดีลอยลำไปด้วยเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ด้วยจำนวนที่นั่งในสภา 348 ที่นั่ง แบ่งเป็น 238 ที่นั่งในสภาล่าง และ 110 ที่นั่งในสภาสูง ส่วนพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ไป 28 ที่นั่งในสภาล่าง และ 12 ที่นั่งในสภาสูง สำหรับพรรคอื่นๆ ได้ไป 32 ที่นั่งในสภาล่าง และ 11 ที่นั่งในสภาสูง

ขณะที่ในสภาภูมิภาคนั้น พรรคเอ็นแอลดีกวาดไป 401 ที่นั่ง ยูเอสดีพีได้ไป 61 ที่นั่ง พรรคอื่นๆ ได้ไป 60 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้งทำให้การเมืองเมียนมาเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่หลังจากอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพมา 50 ปี

การได้เก้าอี้เกินเสียงข้างมาก ทำให้นางซูจีมีแต้มต่อเหนือกองทัพซึ่งผู้สมัครที่อิงกองทัพต่างมีคะแนนตามหลังผู้สมัครของเอ็นแอลดี แต่กองทัพก็ยังมีอำนาจอยู่มาก โดยนางซูจีไม่สามารถเป็นประธานาธิบดีได้เพราะคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่ได้ประกาศว่าจะบริหารประเทศ

ระบบเลือกตั้งอันซับซ้อน กำหนดให้สภาสูง สภาล่าง และตัวแทนกองทัพในสภา เสนอชื่อประธานาธิบดีมาอย่างละคน จากนั้นสภาล่างและสภาสูงจะลงคะแนนเลือกว่าใครเหมาะสม ผู้ชนะจะได้เป็นประธานาธิบดีและจัดตั้งรัฐบาล ส่วนผู้แพ้เป็นรองประธานาธิบดีซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านพิธีการ

การเลือกประธานาธิบดีจะมีขึ้นหลังจากสมาชิกสภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งในเดือนก.พ. ปีหน้า ส่วนประธานาธิบดีจะเข้าทำหน้าที่ปลายเดือนมี.ค.

ทั้งนี้ การยืนยันว่าพรรคเอ็นแอลดีคว้าชัยไปอย่างถล่มทลาย มีขึ้น 5 ปีหลังจากนางซูจีได้รับการปล่อยตัวจากการกักบริเวณในบ้านพัก และครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่พรรคเอ็นแอลดีลงชิงชัยในการเลือกตั้งทั่วไป อีกทั้งชัยชนะในครั้งนี้ยังเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการเดินทางทางการเมืองอันยาวนานของนางซูจี

นายริชาร์ด ฮอร์ซีย์ นักวิเคราะห์อิสระ กล่าวว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้น่าชื่นชมอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายค้าน เพราะเกินความคาดหมายของหลายฝ่ายและตอกย้ำชัยชนะเมื่อปี 2533 การได้เสียงข้างมากจะเปิดทางให้พรรคเอ็นแอลดีไม่ต้องเสียเวลากับกระบวนการในสภา

“พรรคเอ็นแอลดีจะสามารถผ่านกฎหมายฉบับใดก็ได้ตามต้องการ เพราะไม่จำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับใคร” นายฮอร์ซีย์ระบุ

เลขาฯยูเอ็นชื่นชม

นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความยินดีกับนางซูจีที่ชนะการเลือกตั้ง พร้อมแสดงความชื่นชมกับความกล้าหาญและวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ในการเป็นผู้นำสำหรับกระบวนการปฏิรูป แต่กล่าวว่า การเดินทางไปสู่ประชาธิปไตยของเมียนมายังอีกยาวไกล เพราะชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะโรฮิงญา ไม่ได้รับสิทธิในการไปออกเสียงครั้งนี้ อีกทั้งยังบางคนยังถูกตัดสิทธิในการลงรับสมัครเลือกตั้ง

นอกจากนั้น นายบันยังขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบและเคารพสิทธิมนุษยชน รวมถึงกฎหมาย ในช่วงที่เริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ด้านประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐ ได้โทรศัพท์ถึงนางซูจีเพื่อแสดงความยินดีเช่นกัน พร้อมยกย่องความพยายามอันไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยของนางซูจีและการเสียสละในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยอันเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและดำเนินไปอย่างสันติในเมียนมา

ขณะที่นายเบน โรดส์ รองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งทำเนียบขาว ตั้งข้อสังเกตว่าชาวเมียนมาได้มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างแพร่หลาย พร้อมขอให้บรรดาผู้นำเมียนมาเคารพผลการเลือกตั้ง

“นี่เป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์สำหรับชาวเมียนมา เราสนใจการเลือกตั้งครั้งนี้มาก เพราะเป็นก้าวสำคัญในการประเมินการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยของเมียนมา” นายโรดส์กล่าว พร้อมเสริมว่าประธานาธิบดีโอบามาจะพบปะประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ระหว่างการเดินทางมาเอเชียเดือนนี้

นอกจากนั้น ทำเนียบขาวยังกล่าวว่าเมียนมาจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรมนูญเพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง และนายพลมิน อ่องหล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่า จะเคารพผลการเลือกตั้งและหารือปรองดองกับนางซูจี คำยืนยันนี้น่าจะทำให้ช่วงเปลี่ยนถ่ายหลังการเลือกตั้งดำเนินไปอย่างราบรื่น ก่อนสภาชุดปัจจุบันประชุมนัดสุดท้าย เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ (16 พ.ย.)