อาจารย์จุฬาฯ จี้ปรับโครงสร้างให้เหมาะสมกับกฎหมาย-แผนการศึกษาชาติ เน้นตามเนื้องานและภารกิจ แนะหน่วยงานภายนอก เข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงศึกษาธิการเตรียมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ โดยให้เหลือตำแหน่งผู้บริหารระดับ 11 เพียงตำแหน่งเดียวคือปลัดกระทรวง ส่วนองค์กรหลักจะกลับเป็นกรมตามเดิม โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะแยกเป็น 4 กรม ,สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เหลือ 1 กรม และแยกสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ออกไปจัดตั้งหน่วยงานใหม่ระดับกระทรวง ส่วนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จะกลับไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามเดิม แต่ยังได้รับเสียงคัดค้านจากหน่วยงานภายใน ทั้งนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้มอบหมายให้ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดศธ. เป็นประธานคณะทำงานทบทวนบทบาท ภารกิจ และโครงสร้าง ศธ. ว่า ในฐานะที่ตนเป็นอนุกรรมการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... และ อนุกรรมการร่างแผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2560-2574 สภาการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) ซึ่งได้ดำเนินการแก้ไขร่างพ.ร.บ.การศึกษาและร่างแผนการศึกษาชาติ ไปเรียบร้อยแล้วเกือบร้อยละ 80 ขณะนี้ถือว่าถึงเวลาที่จะมาพูดคุยกันถึงเรื่องโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการให้เหมาะสมกับกฎหมายและแผนการศึกษาชาติที่กำลังปรับปรุงอยู่
“โดยสาระหลักของพ.ร.บ.การศึกษาชาติและแผนการศึกษาชาติ ไม่ได้มองงานการศึกษาเป็นแท่ง เป็นองค์กร หรือ กรม เป็นหลัก แต่มองถึงภารกิจและกลุ่มเนื้องาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มภารกิจหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้กำหนดนโยบายและแผนการศึกษา อาทิ สภาการศึกษา 2.กลุ่มผู้กำกับการศึกษา ได้แก่ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) , 3.กลุ่มผู้จัดการศึกษา ได้แก่ ภาครัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น วัด มูลนิธิ ภาคเอกชน, 4.กลุ่มผู้สนับสนุนการจัดการศึกษา อาทิ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) และ 5.กลุ่มผู้สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากร อาทิ สำนักงบประมาณ กองทุนต่างๆ เป็นต้น”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ ขณะนี้ข้าราชการศธ.เกิดภาวะตื่นตระหนกกับโครงสร้างใหม่ที่มีการเสนอ ทำให้ทุกคนคิดถึงแต่ตัวเองโดยเฉพาะเรื่อง ตำแหน่ง หรือ ซี ซึ่งทำให้การปฏิรูปการศึกษาเรื่องอื่นๆ เงียบหายไป เช่น การปฏิรูปการเรียนรู้ การลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ คุณภาพและการประเมิน ที่สำคัญ การให้ข้าราชการประจำปรับโครงสร้างตัวเอง จะไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ควรให้หน่วยงานหรือคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ทีดีอาร์ไอ เป็นผู้จัดโครงสร้างและให้ข้าราชการประจำเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น





