วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรธ.แจงระบบเลือกตั้งใหม่ กาบัตรใบเดียว

"ชาติชาย" แจงระบบเลือกตั้งใหม่ กาบัตรใบเดียว หวังสร้างพรรคเข้มแข็ง

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงระบบเลือกตั้งและสูตรคำนวณเพื่อให้ได้จำนวนส.ส.ของแต่พรรคที่สะท้อนความนิยมที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งตนเองขอเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ว่า "ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนตามความนิยม" โดยหลักคิดของกรธ. เริ่มต้นตั้งแต่ในแง่ของประชาธิปไตยการเลือกตั้ง แต่ที่เน้นจริงๆ คือ ทำอย่างไรให้ทุกคะแนนของผู้ไปออกเสียงเลือกตั้งไม่เสียเปล่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำอย่างไรให้คนกาง่ายๆ แทนจะใช้สองบัตรเลือกตั้งก็มีบัตรใบเดียว ทำอย่างไรให้คนมีแรงจูงใจออกจากบ้านไปเลือกตั้ง โดยไม่เสียเวลา หรือเสียค่ารถโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงให้ผู้ที่ต้องการเลือกถึงแม้จะรู้ว่าไม่ชนะ ก็ต้องออกไปเลือกตั้งตามหน้าที่ที่กำหนดไว้ 

นายชาติชาย กล่าวว่า ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนั้นต้องปรับวิธีคิดเลือกตั้ง ที่ผ่านมาการเลือกตั้งประเทศไทย เอาผู้สมัครเป็นตัวตั้ง แข่งขันกันมองหน้าผู้สมัคร แล้วนำเขตเลือกตั้งเป็นหลักคิด คือ350ต้องชนะกี่เขตถึงจะเอาชนะได้ คนก็ถูกประชาชนก็ถูกชวนให้คิดในแง่ของผู้สมัครเป็นตัวตั้ง เอาเขตเลือกตั้งเป็นตัวตั้ง มองจากคะแนนตัวเอง และเพื่อนเป็นหลัก ไม่ได้มองคนอื่น

แต่หากเราเอาหลักที่ว่าอยากให้กาง่าย ทุกคะแนนมีบทบาท คนมแรงจูงใจ ต้องปรับแกนคิดใหม่ จากเดิมที่คนไทยมองผู้สมัครเป็นหลัก ก็เอาประเทศเป็นตัวตั้ง เอาคะแนนนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ลงแข่งขันมากำหนดรอบแรกก่อน กล่าวคือ มี350เขตเลือกตั้ง มีกี่พรรคก็ลงสมัครแข่งขันกัน เมื่อนับคะแนนเสร็จ อย่าดูว่าเขตไหนใครชนะ มาดูว่าทั้งประเทศ พรรคเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง ได้คะแนนรวมทั้งประเทศเท่าไร เอาคะแนนของพรรคมาหาสัดส่วน เต็ม100จะออกมาว่าพรรคหนึ่งได้ร้อยละเท่าใดของผู้มาออกเสียงทั้งหมด ไล่เรียงครบ100ใช้คะแนนคะแนนความนิยม

"เช่น พรรคที่หนึ่งได้40เอาคะแนนมาคำนวณจากส.ส.500คนว่าเขาควรจะมีส.ส.กี่คน เพราะคิดจากคะแนนนิยม ดังนั้นพรรคที่หนึ่งควรจะได้รับส.ส.กี่คนมาจากคะแนนนิยมที่จะได้เมื่อเทียบกับพรรคอื่น

ดังนั้นจะรู้จำนวนคนที่ได้เป็นส.ส. ขั้นที่สอง ไปดูเขตเลือกตั้ง ว่า350เขตเลือกตั้ง เมื่อคำนวณรอบแรก พรรคที่หนึ่งได้คะแนนนิยม40%ทั้งประเทศเขาน่าจะมีส.ส.220คน เรามาดูจริงๆ ว่าในเขตนั้นเขาชนะกี่เขต กี่คน หากชนะแค่200เขตเขามีสิทธิได้220คน เราจะเอาส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มเข้าไป ทำไปเรื่อยๆ ทุกพรรค หากเขาสมควรได้รอบแรก200คน แต่เขตเลือกตั้งเขาได้210คน เราไม่ตัด ต้องเคารพสิทธิ เขาจะได้210คน แต่ที่เกินมานั้น จะไปเบียดจำนวนสสบัญชีรายชื่อที่ควรแบ่งคนอื่นจาก เต็ม150จะได้140จะมีอยู่ท้ายสุดเมื่อทอนไปคะแนนนิยมน้อยสุดและส.ส.บัญชีรายชื่อเหลือน้อยไม่ลงตัว ช่น สมควรได้ส.ส.บัญชี2คนแต่ไม่ชนะเขตเลย สส. บัญชีเหลือ1คนก็ต้องได้1คน เราจะไม่คิดโอเว่อร์แฮง แบบเยอรมันเพราะยุ่ง ชาวบ้านไม่ชอบ อีกทั้งเนื่องจากเรามีบัตรเลือกตั้งใบเดียว  ระบบแบบนี้จูงใจคนมาเลือกตั้งคนมาสังกัดพรรคทำงานหนัก เพราะคะแนนตัวเองไม่ชนะเลือกตั้งในเขตมีผลได้บัญชี พรรคกับผู้สมัครทำงานใก้ชิดกัน ระบบนี้พรรคใหญ่ไม่เสียเปรียบเพราะคะแนนนิยมมาก่อน ที่นิยมเยอะก็ได้คะแนนเยอะ เขาได้เปรียบ ไม่ใช่ให้พรรคใหญ่เสียเปรียบ" นายชาติชายกล่าว

นายชาติชาย กล่าวว่า ระบบจัดสรรปันส่วนความนิยม เพราะเราถือว่าความนิยมประชาชนในพรรคเป็นตัวตั้ง นานๆ พรรคเล็กต้องปรับตัวเอง ต้องดิ้นรนเพื่อความนิยม   บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้นจะมีชื่อผู้สมัครแบบเขต และชื่อพรรคการเมืองที่สังกัด ระบุไว้ในบัตรเลือกตั้งอยู่แล้ว ดังนั้นเอาความนิยมที่มีต่อพรรคเป็นตัวตั้งก่อน นี่คือระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงพรรคไหนที่ได้ความนิยมมาก ได้ส.ส.มาก ส่วนที่นิยมน้อยกว่าก็ได้ส.ส.น้อย ยุติธรรมหรือไม่ หากอยากได้ส.ส.ในสภาต้องไปช่วยหาเสียงด้วย เพื่อให้ส.ส.ในสภามาก ต้องทำงานหนัก ด้วยการทำดีเพื่อให้คนนิยม ยุติธรรมเป็นระบบที่ควรจะเป็นแบบนั้น  

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกตั้งประชาชนชอบดูจากตัวบุคคลและความใกล้ชิดมากกว่่า และเมื่อเอาคะแนนบัญชีรายชื่อไปพ่วงทำให้คนสับสนได้ นายชาติชายกล่าวว่า  คนไม่สับสน สื่อมวลชนต้องช่วย กรธ. ในการเปลี่ยนวิธีคิดของชาวบ้าน เพราะความบกพร่องของระบบราชการที่มียาวนาน ชาวบ้านควรได้อะไรที่ไม่ควรได้ ก็เลยต้องไปพึ่งพาส.ส. นักการเมืองท้องถิ่นให้ช่วยอุดสิ่งที่เขาบกพร่อง ดังนั้นชาวบ้านไทยติดตัวบุคคลเยอะ แต่ที่จริงระบบประชาธิไตยมีกลไกพรรคการเมืองพรรคต้องเป็นสถาบัน พรรคการเมืองต้องสร้างคนรุ่นใหม่ สร้างนักการเมืองมาทำนโยบายแก้ปัญหาเชิงระบบไม่ให้ระบบราชการหรือกฎหมายไม่ดี แต่ที่เป็นห่วงว่าชาวบ้านมีความเคยชิน ต้องบอกเขาว่าเลือกคนที่คุณนิยม

ขณะเดียวกันต้องดูว่าคนนั้นสังกัดพรรคอะไร เวลานี้พรรคก่รเมืองต่างๆ แข่งคิดนโยบายแม้บุคคล ที่คุณชอบอยู่ในพรรคการเมืองที่นโยบายไม่ดี โอกาสได้รับความนิยมน้อย หากชาวบ้านเห็นว่าชอบคนและพรรคที่สังกัด เป็ฯคนดี สังกัดพรรคที่เข้าท่าคนก็จะเลือก หากคิดแบบนี้ ให้ชาวบ้านคิดว่าเลือกคนดี คนดีสังกัดพรรคที่ชอบนโยบายดี เลือกตั้งไป2-3รอบระบบพรรคจะดี เพราะต้องทำการบ้าน คนดีไม่อยู่พรรคที่ดีก็จะอยู่ยาก ดังนั้นวิธีนี้จะทำให้พรรคการเมืองเกิดความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพด้วย

เมื่อถามว่า กรธ.มีเจตนารมณ์อย่างไรให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว นายชาติชายกล่าวว่า  ไม่มีเจตนารมณ์อะไร เพียงแต่คิดว่าการมีบัตรเลือกตั้งใบเดียวประชาชนสะดวกและส่งเสริมให้พรรคแข็งแรง ควรหาวิธีให้พรรค ทำนโยบายดีๆ สรรหาคนดีๆ ในแต่ละพื้นที่มาสังกัดตนเอง คนต้องเป็นรอง พรรคต้องเป็นหลัก หากทำอย่างนี้ช่วบ้านยึดคิดบุคคลน้อยลงหรือยึดติดพอๆ กับพรรค เพราะปัจจุบันพรรคไม่มีบทบาทอะไรเนื่องจากคิดถึงแต่ตัวผู้สมัคร ระบบประชาธิปไตแบบมีตัวแทนสมัยใหม่ เป็นยาก จะไม่พัฒนาไปไหนหากใช้แบบเก่า คนจะย้ายพรรคไปเรื่อยๆ ไม่ควรยึดติดบุคคล ควรยึดติดสถาบันพรรคการเมือ ระบบการทำงานและนโยบายที่พรรคเสนอ

เมื่อถามต่อว่า ระบบที่บอก ใช้บัตรเลือกตั้งสองใบไม่ง่ายกว่าหรือ เพราะคนเข้าใจแล้ว นายชาติชายกล่าวว่า การมีบัตร 2 ใบแพราะคิดระบบสัดส่วนจากต่างประเทศ ซึ่งต่างประเทศไม่เหมือนคนไทย เพราะชอบคนก็ชอบไป พรรคก็ชอบไป ดีไม่ดีชอบคนเกลียดพรรคก็ไปเลือกพรรคที่ชอบ ไม่ถูก ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ต่างประเทศเขาใช้ระบบนี้เพราะพรรคการเมืองมีความเข้มแข็งและพรรคการเมืองเกิดขึ้นมาจากการจำแนกชัดเจนในเรื่องผลประโยชน์ กลุ่มนโยบาย กลุ่มชนชั้นและ พรรคตามถิ่นที่อยู่ แต่บ้านเราไม่มีพรรคอะไรที่เป็ฯตัวแทนกรรมกร ที่เป็นพรรคใหญ่ ดังนั้นไม่เคยมีพรรคภูมิภาค หรือชุดนโยบายบางชุด เช่น รักษ์ป่า แม้จะมีแต่ไม่ใหญ่ เพิ่งเกิดมาระยะหลัง เขามีสองเบอร์ได้ เพื่อให้ได้สัดส่วน และตามความนิยม แต่ของเราเนื่อจากพรรคยังอ่อนแอ น่าจะกาใบเดียวส่งเสริมพรรคเข้มแข็ง 

"ถ้าระบบแบบนี้กาใบเดียว ค่อยๆ กดดันให้พรรคต้องทำงานหนักในการค้นหาคนเก่งในพื้นที่ คนที่สมัครในเขตต้องทำงานหนักร่วมกับพรรคในการคิดชุดนโยบาย เพราะวิธีนี้คนหันไปมองเหตุผล ของชุดนโยบาย ประวัติการทำงานที่ดีของคนที่ต้องไปด้วยกัน เช่น ทางทบ. มีเลือกตั้งระบบนี้พรรคอะไรไม่รู้มาเสนอตัวให้มีนโยบายดีมก แต่คนที่ส่งมาไม่ดีจะติ้องคิดหนัก แต่สังคมต้องมีบทเรียน ประชาชนต้องใช้ดุลยพินิจที่ดีขึ้น หากเป็นผลต้องเลือกคนที่ดีที่สุด และสังกัดพรรคที่ดี ต้องศึกษาไม่ใช่ว่าเอาชื่อพรรค หรือโลโก้พรรคเป็นตัวตั้ง ต้องดูนโยบาย ดูคน อย่างที่ผ่านมาผมเลือกพรรค แต่เซ็งมากส่งผู้สมัครไม่รู้จัก คราวนี้ผมต้องศึกษาหากไม่พอใจทั้งสองอย่าง ก็จะไปเลือกคนอื่น"นายชาติชาย กล่าว