หลังจากที่ถูกคัดค้านอย่างหนัก..."คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)" ก็ยอมทบทวนระบบเลือกตั้ง "จัดสรรปันส่วนผสม" แล้ว
"มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงถึงผลการประชุม กรธ.สรุปได้ว่า ที่ประชุมมีมติให้มีส.ส.จำนวน 500 คน แบ่งเป็นแบบเขตเลือกตั้ง 350 คน โดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คนโดยใช้บัญชีรายชื่อให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง
"ขณะที่วิธีการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว ดังนั้นการคำนวณเพื่อหาสัดส่วนของผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะใช้คะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองทุกเขตเป็นเกณฑ์คำนวณ โดยจะไม่ตัดคะแนนส.ส.เขตที่ได้รับเลือกตั้งสูงสุด หรือผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ออก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงคะแนนและเกิดความเป็นธรรม"
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่ตอนแรก จะมีแต่การนำคะแนนของ ส.ส.เขตของพรรคการเมือง ที่แพ้การเลือกตั้งไปคำนวณหาคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น แต่ไม่นำคะแนนของ ส.ส. เขตของพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งไปให้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
ทำให้ก่อนหน้านี้ได้มีแรงค้านอย่างหนักจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ต่อระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม ”ที่ไม่นำเอาคะแนนของ ส.ส. เขตที่ชนะการเลือกตั้งไปคำนวณหาคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น
อย่างล่าสุด "พรรคเพื่อไทย" ได้ออกแถลงการณ์คัดค้าน ระบบเลือกตั้ง "จัดสรรปันส่วนผสม" ถึง 8 ข้อ สรุปได้ว่า พรรคเพื่อไทย เห็นว่า ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่ใช่เป็นระบบที่เป็นสากล และไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทย และการเมืองไทยแต่อย่างใด เป็นระบบที่จะสร้างปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา ระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั้น ควรใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมตามรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก เนื่องจากเป็นระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน และเปิดโอกาสให้เลือกทั้งคนและพรรคโดยไม่ตัดคะแนนใดๆ ที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่แพ้เลือกตั้งหรือชนะเลือกตั้ง
ส่วน พรรคประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"หัวหน้าพรรค มอบหมายให้ “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ” รองหัวหน้าพรรค มายื่นหนังสือต่อ"มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานกรธ. แสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเด็นที่สำคัญ "ระบบการเลือกตั้ง" ควรออกแบบให้ความสำคัญกับทุกคะแนนเสียง ซึ่ง"ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ที่ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า ยังมีจุดอ่อน คือ การให้ลงคะแนนกาบัตรใบเดียว คือ ส.ส.เขต จะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งเป็นการบังคับให้ประชาชนเลือกคนและพรรคการเมืองในใบเดียว จึงเสนอให้กา 2 ใบ คือเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและเลือกเป็นบัญชีรายชื่อ
ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็น 2 พรรคการเมืองใหญ่ เห็นสอดคล้องตรงกัน เมื่อ"นักการเมือง" ซึ่งเป็น"ผู้เล่น" เริ่มมองเห็นเค้าลางความยุ่งยากและไม่เกิดประโยชน์ นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ กรธ.เงี่ยหูฟังและเริ่มทบทวน เพราะว่า"นักการเมือง" เหล่านี้ มีผลต่อการชี้ชะตาว่าร่างรัฐธรรมนูญ จะผ่าน "ประชามติ" หรือไม่ เนื่องจากมี "ฐานเสียงคะแนน"เป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ตาม การที่ให้เลือก ส.ส. เขต เพียงอย่างเดียวแต่นำคะแนนมาคำนวณให้กับบัญชีรายชื่อด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ กรธ.ต้องอธิบายต่อไปว่า ทำไมถึงไม่ให้กาบัตรลงคะแนนเป็น2ใบ คือ ส.ส เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อย่างที่ผ่านมา อีกทั้งเวลาคนเลือกส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เขามีวัตถุประสงค์ ต่างกัน การนำเอาคะแนนในส่วนที่เลือก ส.ส. เขต มาให้บัญชีรายชื่อ ถูกต้องตรงกับวัตถุประงสงค์ของคนเลือกหรือไม่ อีกทั้ง กรธ.ยังไม่ได้บอกวิธีการคำนวณหาจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ชัดเจน...ซึ่งต้องรอดูกันต่อไป





