วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรธ.ถูกอัดหนัก!ปรับสูตรนับคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่

"มีชัย"เผยกรธ. ปรับสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่ นับรวมคะแนนทุกพรรค-ทุกเขตรวมกัน ไม่ตัดคะแนนสูงสุดผู้ชนะเลือกตั้ง

ช่วงสัปดาห์นี้ หลังจากนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ถูกคัดค้านอย่างหนัก จากทั้งฝ่ายนักวิชาการและตัวแทนส.ส.จากพรรคการเมือง ในการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ที่เรียกว่า "ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม"แล้ว จนต้องยอมทบทวนการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

นายมีชัย แถลงถึงผลการประชุมกรธ. เพื่อพิจารณาหาสูตรคำนวณคะแนนเลือกตั้งเพื่อให้ได้มาซึ่งจำนวนส.ส.ของแต่ละพรรคการเมือง ว่าหลังจากที่ประชุมมีมติให้มีส.ส.จำนน 500 คน แบ่งเป็นแบบเขตเลือกตั้ง 350 คน โดยใช้วิธีการเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว และแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 150 คนโดยใช้บัญชีรายชื่อให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ทั้งนี้จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้สมัครมาจากทุกภาคไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ขณะที่วิธีการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

ดังนั้นการคำนวณเพื่อหาสัดส่วนของผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อจะใช้คะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ ที่ลงคะแนนให้พรรคการเมืองทุกเขตเป็นเกณฑ์คำนวณ โดยจะไม่ตัดคะแนนส.ส.เขตที่ได้รับเลือกตั้งสูงสุด หรือผู้ชนะเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ออก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ลงคะแนนและเกิดความเป็นธรรม อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ทั้งนี้ในที่ประชุมได้มีนักคำนวณมาช่วยพิจารณาเพื่อให้เกิดความรอบคอบ โดยที่ประชุมได้มีการยกต้นแบบว่าจะคำนวณอย่าไร สมมติ ได้คะแนนเลือกตั้ง 10 ล้านเสียง ก็มาเฉลี่ยกัน 5 พรรค เมื่อได้คะแนนเฉลี่ยก็นำมาหารคะแนนของพรรคการเมือง จึงจะได้จำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ทั้งนี้รายละเอียดการคำนวณขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

"หลังจากที่กรธ. นำเสนอเรื่องสูตรการเลือกตั้งและการคำนวณจำนวนส.ส. เราได้ฟังเสียงคนที่วิจารณ์หลายคนมีแนวทางไม่ว่าคิดอะไรก็ไม่ถูกไปทั้งนั้น ก็ขอให้ท่านคิดไปคนเดียว แต่หลายคนก็ติติงการนับคะแนนที่จะทำให้คะแนนเสียเปล่าหากคนที่ได้รับเลือกตั้งในเขตชนะจำนวนมาก แต่กลับไม่นำมานับใหม่ จะทำให้คะแนนเสียไป ก็หารือข้อติติงที่มีเหตุผลจึงได้พยายามแก้ไข แต่กรณีการลงคะแนนด้วยบัตรลงคะแนน 1 ใบ เป็นหลักการที่ถูกต้อง และทำให้คนที่ไปลงคะแนนเลือกตั้งดูทั้งผู้สมัครและบัญชีรายชื่อและพรรคประกอบกันทั้งหมด ตามเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองเข้มแข็งในการคัดเลือกคนลงสมัคร ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งยืนยันว่าวิธีนี้จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ทั้งนี้เรายังหาวิธีอื่นไม่ได้ที่จะไม่ทำให้คะแนนเสียงของประชาชนไม่เสียเปล่า" นายมีชัย กล่าว 

ประธานกรธ. กล่าวด้วยในส่วนของคะแนนไม่ประสงค์จะลงคะแนน หรือ โหวตโน นั้นจะยืนหลักเดิม คือ โหวตโน จะมีความหมาย คือ ผู้สมัคร ส.ส.ทุกคนต้องเอาชนะคะแนนโหวตโนให้ได้ หากแพ้ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ ส่วนการจัดเลือกตั้งใหม่หลังที่มีผู้สมัครส.ส.แพ้คะแนนโหวตโนนั้น ยังไม่ได้ข้อยุติเพราะยังพิจารณาในระหว่างที่ให้ผู้สมัครยุติการลงเลือกตั้งรอบนั้นไป หรือ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีก 1 ครั้ง ขณะที่การทุจริตการเลือกตั้งที่จับได้ จะมีบทเปลี่ยนแปลงจากเดิม คือ เมื่อกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)จับได้ว่าส.ส.เขตคนหนึ่งซื้อเสียง จะให้ใบแดงส.ส.เขต ทั้งที่ส.ส.เขตคนดังกล่าวซื้อเสียงให้ทั้งตนเองและบัญชีรายชื่อ แต่ผลที่ออกมานั้นไม่กระทบต่อบัญชีรายชื่อ

เนื่องจากลงคะแนนทั้งประเทศ ทำให้กกต.ไม่ได้หักคะแนนในบัญชีรายชื่อส่วนที่พบทุจริตออก แต่ระบบเลือกตั้งใหม่ที่แยกเป็นจังหวัดๆและแยกเป็นเขตๆ หากส.ส.เขตคนใดทุจริต คะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นจะถูกลดออก เพื่อรอให้มีการเลือกตั้งใหม่ หากเลือกตั้งใหม่เสร็จจะนำคะแนนมาคำนวณ ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบัญชีรายชื่อด้วย ดังนั้นมาตราดังกล่าวพรรคการเมืองต้องระวังในการทุจริตให้มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากบทลงโทษที่มีความรุนแรง โดยการทุจริตที่ถึงขั้นยุบพรรคการเมืองสามารถมีขึ้นได้ หากมีหลักฐานที่ยืนยันชัดเจนว่าพรรคการเมืองกระทำ เช่น พรรคยอมให้คนต่างชาติมาบริหารพรรค หรือพรรคการเมืองที่ยอมให้คนที่อยู่ต่างชาติที่ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมาบริหาร เนื่องจากพรรคการเมืองนั้นไม่คนที่มีฝืมือพอที่จะบริหารได้ แต่กรณีที่มีผู้สมัคร ส.ส.ทุจริตเลือกตั้ง จะไม่ได้รวมการตัดสิทธิของกรรมการบริหารพรรค เว้นแต่กรรมการบริหารพรรคคนนั้นที่รู้เห็นเป็นใจหรือได้กระทำทุจริต

"การประกาศผลเลือกตั้ง จะแบ่งไว้เป็น 2 ระยะเหมือนที่เป็นอยู่ คือ รอสิ้นสุดระยะเวลาก่อน 30 วัน ประกาศผล ไปก่อนค่อยไปสอยทีหลัง โดยใช้คะแนนคำนวณที่มีอยู่ ขณะที่ช่วงสอยทีหลัง จะต้องไปเลือกตั้งใหม่ เมื่อเลือกตั้งใหม่ตัวเลขอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่เปลี่ยนแปลงก็ได้ ทั้งนี้คะแนนของทุกพรรคจะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งใหม่ หากถามว่าจะทำให้เกิดความไม่มั่นคงของรัฐบาล หรือส่งผลให้เปลี่ยนรัฐบาลกลางคันหรือไม่ ก็ต้องถามกลับว่าแล้วหากมาจากการทุจริต คุณจะหลับตาแล้วปล่อยให้อยู่กันอย่างนั้นต่อไปหรือ ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น คนที่ทุจริตเมื่อถูกจับได้ ต้องมีผลกระทบ หากไม่ต้องการให้ความไม่มั่นคงเกิดขึ้นต้องอย่าทุจริตจนเขาจับได้ ซึ่งหากเขาทุจริตจำนวน ส.ส.น้อยคง จะให้เขาอยู่อีกหรือไม่ ดังนั้นแม้จะยากก็ต้องทำ ซึ่ง กกต. ก็บอกแล้วว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง สามารถทำได้ ผมมองว่าด้วยกลไกที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้การทำทุจริตได้ง่าย คะแนนเสียงที่ได้จะบริสุทธิ์เท่าที่จะทำกันได้" นายมีชัย กล่าว 

นายมีชัย กล่าวถึงกรณีที่พรรคการเมืองขนาดเล็กท้วงติงเรื่องระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมอาจทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบเนื่องจากส่งผู้สมัครส.ส.ไม่ครบเท่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ว่าของเดิมเมื่อส่งผู้สมัครจำนวนน้อย ก็จะได้คะแนนน้อยอยู่แล้ว ถือเป็นหลักปกติ ขณะที่ข้อเสนอของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ต้องการให้ใช้บัตรเลือกตั้งจำนวน 2 ใบเหมือนเดิมนั้น ตนรักและเคารพความเห็นดังกล่าว แต่เชื่อว่าพรรคการเมืองคงเคารพความคิดเห็นของกรธ.ด้วย ทั้งนี้กรธ.พยายามแก้ปัญหาให้เสียงเลือกตั้งของประชาชนได้รับการยอมรับและนับถือตามสมควร หากให้ประชาชนลงคะแนนได้ 2 ครั้ง ไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ขณะเดียวกันคนซื้อเสียงก็ซื้อได้ทั้งสองฝ่าย 

"สำหรับพรรคเล็กที่มีความกังวลเรื่องส่งผู้สมัครเขตนั้น ต้องส่งเสริมให้พรรคเล็กมีทุน แต่ไม่ว่าจะใช้ระบบไหนก็ได้ผลเท่านั้น เพราะคุณส่งผู้สมัครจำนวน 2 เขต จะหวังได้ 50 เขต หรือได้คะแนนเท่ากับพรรคใหญ่ เป็นไปไม่ได้ หากเราลงไปช่วยพรรคเล็กให้ได้คะแนนมาก พรรคใหญ่คงจะว่า หากไปช่วยพรรคใหญ่ พรรคเล็กหรือพรรคขนาดกลางก็จะว่า ดังนั้นเราไม่คิดถึงพรรคการเมืองใดเลย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนในอนาคตพรรคเล็กจะไปควบรวมกันได้นั้น หากเป็นเพื่อประโยชน์ก็ทำได้ แต่ไม่ใช่เพราะความตั้งใจหรือความมุ่งหมายของการคิดวิธีนี้ขึ้นมา" นายมีชัย กล่าว