ป.ป.ช.ตอบข้อซักถามสนช.สอย"สมศักดิ์"รวยผิดปกติ จับผิดที่มาบ้าน 16 ล้านบาท นำด้าน"สมศักดิ์"โต้แหลกไม่ใช่บ้านของตัวเอง
มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาการถอดถอนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรมว.ศึกษาธิการ พรรคชาติไทย ร่ำรวยผิดปกติ กรณีการสร้างบ้านมูลค่า 16 ล้านบาท ที่จ.อ่างทอง โดยเป็นการพิจารณาขั้นตอนการซักถามคู่กรณีคือ ป.ป.ช. และนายสมศักดิ์ โดยป.ป.ช.ได้ส่งนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป.ป.ช.เป็นตัวแทนตอบข้อซักถาม ส่วนนายสมศักดิ์มาตอบข้อซักถามด้วยตัวเอง ทั้งนี้คณะกรรมาธิการซักถามฯได้ตั้งคำถามฝ่ายป.ป.ช. 8 ข้ออาทิ ป.ป.ช.มีอำนาจถอดถอนนายสมศักดิ์กรณีร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาเรื่องร่ำรวยผิดปกติ เหตุใดป.ป.ช.ไม่เชื่อคำให้การของนายสมศักดิ์ และมีพยานหลักฐานใดที่แสดงว่า นายสมศักดิ์แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ ป.ป.ช.เคยเรียกข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมาไต่สวนเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่มิชอบหรือไม่ รวมทั้งป.ป.ช.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยให้เหตุผลใดการลงมติว่าอย่างไร
นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป.ป.ช. ชี้แจงว่า กรณีที่ป.ป.ช.ยื่นให้สนช.ถอดถอนนายสมศักดิ์ครั้งนี้ เป็นกรณีร่ำรวยผิดปกติ แม้เป็นคนละกรณีกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองลงมติตัดสิทธิการเมืองนายสมศักดิ์ 5 ปี กรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ แต่ทั้งสองกรณีมีความเจือสมเชื่อมโยงกัน ป.ป.ช.จึงมีอำนาจยื่นเรื่องให้สนช.ถอดถอนได้ การที่ป.ป.ช.ระบุว่า นายสมศักดิ์ร่ำรวยผิดปกตินั้น วินิจฉัยจากประเด็นเรื่องที่มาของบ้านราคา 16 ล้านบาท สัมพันธ์กับรายได้หรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯระบุว่า นายสมศักดิ์ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคและผู้สนับสนุนอื่นๆในการเลือกตั้งปี 2539 จำนวน 29 ล้านบาท แต่นายสมศักดิ์มีรายได้ต่อปี 5 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการไต่สวนของป.ป.ช.พบว่า เงินที่ได้รับการสนับสนุน 29 ล้านบาทนั้น นายสมศักดิ์นำไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ส่วนหนึ่ง ทำให้เงินที่เหลือไม่เพียงพอในการนำมาปลูกสร้างบ้าน ดังนั้นทรัพย์สินและรายได้ของนายสมศักดิ์ที่มีอยู่ จึงไม่สอดคล้องกับการนำมาสร้างบ้าน ป.ป.ช.จึงไม่เชื่อคำให้การนายสมศักดิ์ โดยเสียงข้างมากของป.ป.ช.เห็นว่า บ้านหลังดังกล่าวมีการปลูกสร้างในช่วงที่นายสมศักดิ์เป็นรมช.ศึกษาธิการปี 2541 ต่อเนื่องถึงสมัยเป็นรมว.ศึกษาธิการ ส่วนที่ป.ป.ช.ไม่เคยเรียกข้าราชการมาสอบปากคำ เรื่องการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เนื่องจากประเด็นที่ป.ป.ช.สอบเป็นเรื่องการร่ำรวยผิดปกติ ไม่ใช่เรื่องการทุจริต
คณะกรรมาธิการซักถามได้ถามคำถามนายสมศักดิ์ 8 ข้อ อาทิ เหตุใดนายสมศักดิ์จึงให้การขัดแย้งกันในชั้นการไต่สวนของป.ป.ช. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยปฏิเสธในชั้นป.ป.ช.ว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ใช่ของตัวเอง แต่มายอมรับในชั้นศาลฎีกาฯว่า บ้านเป็นของตัวเอง และการรับเงินสนับสนุนจากพรรค เหตุใดจึงไม่โอนเงินเข้าบัญชี เมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว เหตุใดจึงไม่แจ้งต่อนายทะเบียน เพื่อขอทะเบียนบ้านและจดแจ้งชื่อผู้เป็นเจ้าของบ้าน เหตุใดนำเงินที่ได้รับสนับสนุนจากพรรคไปสร้างบ้าน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และเหตุใดไม่แจ้งเรื่องเงินสดที่เก็บไว้ในตู้นิรภัยในบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.
ด้านนายสมศักดิ์ ชี้แจงว่า ไม่มีเจตนาทำขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมเมื่อมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เหตุที่ไม่ยอมรับว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของตนนั้น เนื่องจากเงินที่นำมาก่อสร้างบ้านเป็นของห้างหุ้นส่วนวิเศษชัยชาญ ซึ่งภริยาถือหุ้นในส่วนน้อยอยู่ แต่ตนไม่มีหุ้นในบริษัทนี้ และเคยถามเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ว่า ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินส่วนนี้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า ไม่จำเป็นต้องยื่น อีกทั้งการขออนุญาตก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวเป็นของนายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ ที่ปัจจุบันเป็นนายกเทศมนตรีท่าช้าง ซึ่งบ้านและที่ดินส่วนนี้ก็ปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของนายไพโรจน์ที่ยื่นต่อป.ป.ช.ด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อศาลฎีกาฯตัดสินว่า บ้านหลังนี้เป็นของตน ก็ต้องยอมรับ และถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปีไปแล้ว และจำคุก 6 เดือน แต่ให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้ก่อน ทั้งนี้แม้ศาลฎีกาฯจะบอกว่า บ้านและที่ดินเป็นของตน แต่เมื่อยังไม่มีการโอนสิทธิให้ตน แล้วจะไปแจ้งในบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ว่า บ้านเป็นของตนได้อย่างไร ดังนั้นจึงไม่ถือว่า ให้การขัดแย้ง เพราะให้การตามเอกสารหลักฐานที่มีอยู่จริง
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนที่ไม่แจ้งขอทะเบียนบ้าน เพราะบ้านหลังนี้เป็นของนายไพโรจน์ ตนไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสร้าง ไม่เคยรู้เรื่อง ส่วนเหตุที่นำเงินพรรคไปสร้างบ้านนั้น เนื่องจากเป็นเงินที่เหลือจากการเลือกตั้งเพราะไม่ได้ใช้เงินมากในการเลือกตั้ง ทำให้มีเงินเหลือนำมาสร้างเรือนรับรอง เพื่อรับแขกและชาวบ้านที่มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือ ส่วนที่ไม่แจ้งทรัพย์สินในส่วนเงินสดต่อป.ป.ช. เพราะการเป็นนักการเมืองต้องมีเงินสดสำรองติดอยู่กับบ้าน เพราะไม่รู้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง อีกทั้งต้องดูแลฐานการเมืองท้องถิ่น เพราะสมัยก่อนมีการเลือกตั้งบ่อยมาก
ถามว่าผิดหรือไม่ที่ไม่แจ้งต่อป.ป.ช. ถือว่าผิด ซึ่งถูกศาลฎีกาฯลงโทษอย่างสาหัส ด้วยการตัดสิทธิทางการเมือง ทุกอย่างใช้กรรมไปหมดแล้ว แต่การไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินกับการทุจริตต่อหน้าที่เป็นคนละเรื่อง ตนไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งกรณีทั้งหมดเกิดขึ้นก่อนปี 2540 ก่อนที่จะมีองค์กรอิสระอย่างป.ป.ช.ขึ้น ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า ญัตติที่ป.ป.ช.ยื่นให้สนช.ถอดถอนตนเป็นเรื่องร่ำรวยผิดปกติ แต่คำถามทั้งหมดรู้สึกว่า เหมือนจงใจถามเรื่องปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ที่เป็นคนละประเด็นกัน และตนได้ถูกศาลฎีกาฯตัดสินลงโทษไปแล้ว
หลังจากจบกระบวนการซักถามแล้ว นายสุรชัย กล่าวว่า ได้นัดให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาแถลงปิดสำนวนคดีอีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย. โดยป.ป.ช.แจ้งว่า จะแถลงปิดสำนวนด้วยเอกสาร ดังนั้นในวันที่ 12 พ.ย.จะมีนายสมศักดิ์เป็นผู้มาแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาเพียงฝ่ายเดียว





