วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พงษ์เดช'เผยระบบฎีกาใหม่ไม่จำกัดสิทธิประชาชน

"พงษ์เดช"เผยระบบฎีกาใหม่ไม่จำกัดสิทธิประชาชน ด้านอดีตรองปธ.ศาลฎีกา ชี้การแก้กฎหมายต้องยึดโยงประชาชน

ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์รังสิต มีการจัดงานเสวนาหัวข้อ "ห้ามฎีกา ปัญหา/ทางแก้?” โดยมีนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกา ,นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์และอดีตเลขาธิการประธานศาลฎีกา, นายวิเชียร ชุบไธสง สภาทนายความ และนายทวีศักดิ์ เอื้ออมรวนิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.เป็นวิทยากร  

โดยนายทวีศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 8 พ.ย. ที่ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาว่าคดีที่ได้ยื่นฎีกาใดสมควรอนุญาตให้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกานั้น ถือเป็นประโยชน์กับศาลและประชาชน ในแง่ของผู้พิพากษา หากไม่อนุญาตฎีกาปริมาณคดีความจะลดลง ทำให้ประชาชนรอผลของคดีได้ผลที่เร็วขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากศาลฎีกาอนุญาตก็สามารถฎีกาได้ในคดีที่เคยถูกต้องห้าม ทำให้คดีเข้าสู่ศาลฎีกามากขึ้น และสามารถตัดสินชี้เฉพาะในส่วนปัญหาข้อกฎหมาย ทำให้ผลของคดีออกมาได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวข้อจำกัดสิทธิของประชาชนก็หายไป คดีที่ได้รับการพิจารณาที่ค้างออกมาได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ศาลจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้หรือไม่อยู่ที่ประชาชนจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กฎหมายหรือไม่ หากปฏิบัติตาม ศาลจะเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนได้  

นายพงษ์เดช กล่าวว่า การแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าว เนื่องจากสภาพสังคมเปลี่ยนแปลง มีการวิวัฒนาการทางกฎหมาย ซึ่งการฎีกาปัจจุบันมีสภาพการณ์ไม่เหมาะสมในหลายเรื่อง อย่างระบบของกฎหมายเดิมทำให้คดีต่างๆที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาซึ่งอาจมีเหตุผลที่ไม่เหมาะสมที่จะให้ศาลสูงสุดพิจารณา และใช้ทุนทรัพย์มาเป็นข้อจำกัดทางฎีกาหรือชี้ว่าเรื่องใดควรขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ขณะเดียวกันศาลชั้นต้นทุกประเทศเหมือนกัน ศาลสูงหรือศาลอุทธรณ์จะมีกระบวนการการสืบพยาน ส่วนศาลฎีกาเป็นศาลที่วางบรรทัดฐานกฎหมาย เช่น การตัดสินของเปาบุ้นจิ้น แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำอย่างนั้นโดยทางปฏิบัติทำแค่อ่านสำนวนไม่ได้มีการสืบพยาน และไม่เคยการฟังคำแถลงการณ์ด้วยวาจา โดยมาตรการดังนี้ไม่ค่อยถูกนำไปใช้ ซึ่งถูกปล่อยให้ลอยอยู่ในอากาศ อีกทั้งหลายกฎหมายมีวิธีพิจารณาที่ละเลย ทั้งนี้ตนเห็นว่าระบบฎีกาใหม่ไม่จำกัดสิทธิ เพราะไม่มีการจำกัดทุนทรัพย์และฎีกาอ่านทุกเรื่อง ทำให้คดีที่เคยถูกต้องห้ามได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกา  

"หากถามว่าการแก้ไขพ.ร.บ.มีความยึดโยงประชาชนหรือไม่ เราอาจไม่ได้สอบถามประชาชนโดยตรง แต่ก็คำนึงถึงประชาชน ไม่ว่าจะเรื่องเวลาในการดำเนินคดี หรือคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา ที่ไม่ควรจำกัดทุนทรัพย์ เราไม่ได้แก้ไขเพื่อลดคดีในศาลฎีกา แต่ศาลฎีกามีงานเยอะขึ้น เนื่องจากคดีที่เคยถูกต้องห้าม สามารถร้องได้ ศาลฎีกาพร้อมที่จะทำ"นายพงษ์เดช กล่าว  

นายอุดม กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการยึดอำนาจ อาจถือเป็นการฉวยโอกาสในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ ซึ่งต้องยอมรับว่าการได้มาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ​เป็นสภาพการเมืองไม่ปกติ ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชน บางเรื่องเมื่อออกกฎหมายมาโดยไม่คิดว่าประชาชนจะรับผลอย่างไร ถือว่าเป็นความอับโชคของประชาชน ซึ่งตนเห็นว่าในการเสนอคดี ยื่นคำฟ้อง หรือยื่นฎีกา ไม่ว่าศาลใดก็ตามเป็นสิทธิ

ส่วนคดีที่ต้องห้ามนั้นเป็นเพียงข้อยกเว้น ขณะเดียวกันอยากถามว่าผู้ใช้อำนาจตุลาการเห็นด้วยในหลักการนี้หรือไม่ และตนขอฝากว่ากระบวนการศาลยุติธรรมว่าเมื่อแก้กฎหมาย แม้ว่าจะออกในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติก็ไม่ควรจะใช้เป็นกฎหมาย การใช้อำนาจไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นหากคนเขียนกฎหมายไม่ให้ประชาชนพึ่งต่อไปจะพึ่งประชาชนไม่ได้ 

นายวิเชียร กล่าวว่า การแก้กฎหมายดังกล่าว เป็นการริดรอนสิทธิของประชาชน ถ้าเป็นการออกกฎหมายในสภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ แนวคิดของสภาทนายความและทนายความส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการกดทับสิทธิ์ เช่น กระบวนการการรับหรือไม่รับฎีกาให้ไปอยู่ในกลุ่มคณะบุคคลให้รองประธานศาลฎีกาเป็นหัวหน้าและคณะเป็นคนตัดสิน กำหนดเหตุที่จะอนุญาตให้ฎีกา กำหนดให้มียื่นคำร้องขออนุญาตการพิจารณาการวินิจฉัยและการพิจารณาคำร้องของอนุญาตฎีกา ให้เป็นไปตามประกาศศาลฎีกา สิ่งที่เป็นห่วงคือทนายความต้องทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดความล่าช้าในการพิจารณาคดี