คุก2ปีไม่รอลงอาญา 'จงอาชว์'อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า ซื้อเรือขุด

คุก2ปีไม่รอลงอาญา 'จงอาชว์'อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า ซื้อเรือขุด

11 ปี จบคดีเรือขุดแอลลิคอตต์ ฎีกาพิพากษาแก้คุก2ปี ไม่รอลงอาญา "จงอาชว์"อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า - 4กก.ตรวจจ้างงานซื้อเรือขุด ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ ด.84/2547 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจงอาชว์ โพธิสุนทร อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า (กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี) , ร.ต.สัญชัย กุลปรีชา อดีตรองอธิบดีกรมเจ้าท่าฝ่ายปฏิบัติการ , ร.ต.ประเวช รักแผน นักวิชาการขนส่ง 9 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเดินเรือ กรมเจ้าท่า , นายอิทธิพล กาญจนกิจ นิติกร 8 สำนักงานเลขานุการกรมเจ้าท่า , นายดนัย ศรีพิทักษ์ นายช่างขุดลอก ฝ่ายแผนงานบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเล กรมเจ้าท่า , ร.ต.วิเชฎฐ์ พงษ์ทองเจริญ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 กรมเจ้าท่า และนายปัญญา ส่งเจริญ เจ้าพนักงานตรวจเรือ 7 ฝ่ายตรวจเรือ สำนักงานเจ้าท่าที่ 2 กรมเจ้าท่า (ทั้งหมดตำแหน่งขณะฟ้องปี 2547 ) เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รับรองเอกสารได้กระทำการรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 162

โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 12 และ 28 ม.ค.47 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.40 ร.ท.วิทย์ วรคุปต์ อธิบดีกรมเจ้าท่าในขณะนั้น จัดทำสัญญาซื้อเรือขุดแบบหัวสว่าน จำนวน 3 ลำ พร้อมเรือพี่เลี้ยง ราคา 49,400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท จากบริษัทเอลลิคอตต์ กำหนดส่งมอบงานภายใน 540 วัน นับจากวันทำสัญญา  

โดยครบกำหนดสัญญาวันที่ 24 มี.ค.42 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นอธิบดีกรมเจ้าท่า ได้มีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 2-7 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างและระหว่างวันที่ 30 ก.ย.41 - 6 ส.ค.42 จำเลยทั้งเจ็ด ร่วมกันกระทำผิดโดยการตรวจรับเครื่องยนต์ขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง ทั้งที่ไม่ใช่เครื่องจักรหลัก ตามข้อกำหนดทางเทคนิคและเงื่อนไขสัญญา นอกจากนี้ พวกจำเลยยังร่วมกันรับรองบันทึกรายงานผลการตรวจรับงาน ลงวันที่ 30 ก.ย.41 เสนอให้จำเลยที่ 1 อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 6,679,817.85 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่งผลให้กรมเจ้าท่าได้รับความเสียหาย และเมื่อวันที่ 2ม.ค.44 พวกจำเลยยังร่วมกับบริษัทเอลลิคอตต์แก้ไขสัญญาเงื่อนไขและการชำระเงินจากเดิม ให้ชำระร้อยละ 20 เป็นร้อยละ รวม 3 งวด ทำให้รัฐได้รับความเสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี 

ต่อมาศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 ธ.ค.49 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยทั้งหมด ขณะที่อัยการโจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ว่า นายจงอาชว์กับพวกปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริต ปล่อยให้บริษัทเอลลิคอตต์ฯเลี่ยงสัญญา และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ สนับสนุนกระทำเอื้อประโยชน์ให้บริษัท อีกทั้งหาช่องทางช่วยเหลือเบี่ยงเบนตีความในสัญญา และระเบียบปฏิบัติทางราชการทุกวิถีทาง ให้เป็นช่องทางออกโดยไม่สมเหตุผล นอกจากนี้จำเลยทำเอกสารที่เป็นเท็จถึง 2 ฉบับ 

โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 19 ก.ค.54 เห็นว่า เมื่อจำเลยทราบว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าไม่ใช้เครื่องจักรหลักแต่ยังตรวจรับงานและทำเอกสารอนุมัติจ่ายเงินงวดที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ลวงนามอนุมัติ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ อีกทั้งยังมีการแก้ไขสัญญาจ่ายเงินงวดที่ 5 จำนวน 20 % ของมูลค่างาน แยกย่อยเป็น 3 งวด และเป็นจำนวนที่สูงกว่ามูลค่าสัญญาเดิม ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ข้อ 126 ทำให้รัฐไม่ได้ประโยชน์สูงสุด แต่เป็นการส่งผลให้บริษัทผู้ขายได้รับประโยชน์ ที่ได้รับเงินค่างวดสูงสุดโดยยังไม่ได้ส่งมอบเรือขุด 3 ลำ จึงพิพากษาแก้เป็นว่า นายจงอาชว์ อดีตอธิบดีกรมเจ้าท่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตาม มาตรา 157 ให้จำคุก 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี 

ส่วน ร.ต.สัญชัย อดีตรองอธิบดีกรมเจ้าท่าฝ่ายปฏิบัติการ , ร.ต.ประเวช นักวิชาการขนส่ง 9 ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการเดินเรือ กรมเจ้าท่า , ร.ต.วิเชฎฐ์ เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 กรมเจ้าท่า และนายปัญญา เจ้าพนักงานตรวจเรือ 7 ฝ่ายตรวจเรือ สำนักงานเจ้าท่าที่ 2 กรมเจ้าท่า จำเลยที่ 2,3,6,7 มีความผิดตามาตรา 157 และ 162 ให้ลงโทษบทหนักสุด ตามมาตรา 157 จำคุก 2 กระทงๆ ละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 10 ปี

และให้ยกฟ้อง นายอิทธิพล นิติกร 8 สำนักงานเลขานุการกรมเจ้าท่า และนายดนัย นายช่างขุดลอก ฝ่ายแผนงานบำรุงรักษาร่องน้ำชายฝั่งทะเล กรมเจ้าท่า จำเลยที่ 4 – 5 เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชา ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเบิกความรับว่าไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลของบริษัทผู้ค้าซึ่งไม่มีสภาพความมั่นคง และหากรับรู้จะไม่ลงชื่อในเอกสาร จึงน่าเป็นไปได้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้ข้อมูลทั้งหมดกับจำเลยทั้งสอง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง 

ต่อมาโจทก์ยื่นฎีกาขอให้พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 -5 ส่วนจำเลยที่ 1,2,3,6,7 ได้ยื่นฎีกาสู้คดี ซึ่งจำเลยที่ 1,2,3,6,7 ได้ปล่อยตัวชั่วคราวไประหว่างฎีกา คนละ 1 ล้านบาท 

โดยศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว มีประเด็นวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 7 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขสัญญาการอนุมัติจ่ายเงินงวดที่ 5 ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะอธิบดีกรมเจ้าท่าได้ ได้สั่งการให้จำเลยที่ 2-7 เป็นคณะกรรมการตรวจการจ้างโครงการจัดซื้อเรือขุด ซึ่งในสัญญาโครงการจัดซื้อเรือขุด ระบุแบ่งการส่งมอบออกเป็น 5 งวด คือ งวดที่ 1 กับ 2 เป็นการส่งมอบเครื่องจักรหลัก งวดที่ 3 เป็นการจัดวางกระดูกงู 4 งานจัดระบบขุดของเรือ โดยไม่มีข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการส่งมอบเรือพี่เลี้ยงจำนวน 3 ลำ และงวดที่ 5 เป็นขั้นตอนที่กำหนดให้บริษัทจัดส่งเรือขุดจากสหรัฐมายังประเทศไทย จึงจะได้รับเงินจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่างาน ย่อมแปลได้ว่างานในงวดที่ 5 เป็นงานที่บริษัทผู้ขายจะต้องดำเนินการสงมอบเรือจำนวน 3 ลำ พร้อมส่งเรือพี่เลี้ยงไปให้กรมเจ้าท่าตามสัญญา ซึ่งงานในงวดที่ 5 มีความสำคัญ จำเลยทั้ง 7 จึงมีหน้าที่ดำเนินการให้บริษัทผู้ค้าดำเนินสัญญาให้ถูกต้องครบถ้วนและเคร่งครัด 

แต่จำเลยที่ 2-7ได้ตรวจรับงานจากบริษัทผู้ค้า ทั้งที่ทราบดีว่าบริษัทไม่สามารถจัดส่งเรือขุดได้ตามกำหนดสัญญา เนื่องจากบริษัทต่อเรือที่สหรัฐแจ้งว่าคนงานจะหยุดต่อเรือในช่วงก่อนที่จะครบกำหนดสัญญาส่งมอบเรือ วันที่ 24 มี.ค.42 ซึ่งจำเลยที่ 2-7 ย่อมเห็นว่ามีแนวโน้มว่าบริษัทผู้ค้าจะไม่สามารถต่อเรือให้เสร็จได้แม้จำเลยจะต่อสู้อ้างว่าไม่มีอำนาจแก้ไขสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2-7 พิจารณางานงวดที่ 5 ถือว่าจำเลยที่ 2-7 มีหน้าที่ในการเสนอความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งสำนักนิติกรรมกรมเจ้าท่าเองก็ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2-7 มีความเห็นเสนอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสัญญาการจ่ายเงินในงวดที่ 5 ให้บริษัทผู้ค้าจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวดย่อย ตามที่จำเลยที่ 2-7 เสนอแก้ไข ดังนั้นการที่จำเลยที่ 2-7 ตรวจรับงานและเสนอให้จำเลยที่ 1 แก้ไขสัญญาจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทผู้ค้าและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

สำหรับ นายจงอาชว์ จำเลยที่ 1 ก็ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาการจ่ายเงินงวดที่ 5 ให้กับบริษัทผู้ค้า ตามข้อเสนอของผู้ค้าโดยแบ่งจ่ายเงิน 3 งวดย่อย จึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ค้า ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และแม้บริษัทผู้ค้าจะส่งท่อทุ่นและอุปกรณ์เครื่องจักรอื่นมาให้ก็ไม่เป็นไปตามสัญญา ซึ่งจำเลยที่ 6 ก็เบิกความยอมรับว่าท่อทุ่นไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตามสัญญาด้วย ถือว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทผู้ค้าด้วย มีความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

อย่างไรก็ดีที่จำเลย ยื่นฎีกาต่อสู้คดีนั้นมีบางประเด็นฟังขึ้นบางส่วน มีเหตุให้ปรานีแก้โทษให้เบาลง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1-7 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบเพียง 1 กระทง ให้จำคุกจำเลยที่ 1- 7 คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้จำคุกโดยไม่ลงรออาญาแล้ว กลุ่มญาติของจำเลย ถึงกับร่ำไห้โดยเข้าสวมกอดปลอบให้กำลังใจจำเลยด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะควบคุมตัวจำเลยทั้ง 7 คน เพื่อรอส่งตัวไปคุมขังยังเรือนจำตามขั้นตอน