หัวหน้าที่มีความสุข ทำเงินได้มากกว่า อารมณ์ผู้นำส่งผลต่อกำไร

ผู้เชี่ยวชาญจากฮาร์วาร์ด ชี้ ความสุขของหัวหน้าไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว เมื่ออารมณ์และพฤติกรรมของผู้นำ สามารถส่งผลถึงประสิทธิภาพการทำงาน กำไร และหุ้นของบริษัทได้
KEY
POINTS
- อารมณ์และความสุขของผู้นำ ส่งผลโดยตรงต่อผลกำไรและราคาหุ้นของบริษัท ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดและออกซ์ฟอร์ดชี้ว่า บริษัทที่พนักงานมีความสุข จะมีผลกำไรและราคาหุ้นที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
- อิทธิพลนี้เกิดจาก "การแพร่กระจายทางอารมณ์" (emotional contagion) ซึ่งอารมณ์ด้านลบของหัวหน้าจะส่งผลเสียต่อบรรยากาศการทำงานและประสิทธิภาพของทีม
- ผู้นำมีความรับผิดชอบทางจริยธรรม ในการดูแลความสุขของตนเอง เพื่อสร้างความปลอดภัยทางจิตใจให้ทีม และเพื่อผลประโยชน์ขององค์กร
อารมณ์ของหัวหน้าอาจดูเหมือน "เรื่องส่วนตัว" ที่ไม่ควรถูกหยิบมาพูดในเชิงธุรกิจ แต่ในความเป็นจริง อารมณ์และพฤติกรรมของผู้นำสามารถกำหนดทิศทางการทำงานของทั้งทีม และอาจลึกไปถึงระดับ “ผลประกอบการ” และ “ราคาหุ้น” ของบริษัทได้เลยทีเดียว
นี่คือข้อสรุปสำคัญจาก อาร์เธอร์ ซี. บรูคส์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์จากภาควิชาภาวะผู้นำและความสุข ทั้งที่ Harvard Kennedy School และ Harvard Business School ซึ่งเขาย้ำชัดว่า ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบโดยตรงต่อความสุขของตัวเองในที่ทำงาน เพราะมันส่งผลต่อคนอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ศาสตราจารย์บรูคส์กล่าวผ่านรายการ HBR IdeaCast ของช่อง Harvard Business School ว่า “พนักงานหรือหัวหน้างานที่มีความสุข จะเป็นพนักงานที่ทำกำไรและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเสมอ นี่ไม่ใช่เรื่องอุดมคติ แต่เป็นความจริงที่ข้อมูลพิสูจน์แล้ว”
ความสุขของผู้นำ = ตัวแปรทางธุรกิจที่วัดผลได้
บรูคส์อธิบายว่า หลายองค์กรมักมองเรื่องความสุขในที่ทำงานเป็นเพียง “เรื่องวัฒนธรรม” หรือ “สวัสดิการเสริม” แต่ในความเป็นจริง มันคือ การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางการเงินอย่างชัดเจน โดยเขายืนยันเรื่องนี้ด้วยงานวิจัยจาก Irrational Capital บริษัทการลงทุนในวอลล์สตรีท ที่เขาเคยให้คำปรึกษา ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนกว่า 7,500 แห่ง รวมถึงบริษัททั้งหมดในดัชนี S&P 500 และ Russell 1000
ที่น่าสนใจคือ.. ผลลัพธ์พบว่าบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม 20% แรกด้านความเป็นอยู่และสุขภาวะของพนักงานที่ดีเยี่ยม มีราคาหุ้นโดยเฉลี่ย สูงกว่าดัชนี S&P 500 ถึงราว 5.2 จุดเปอร์เซ็นต์ (520 basis points) ในช่วงเวลาเดียวกัน บรูคส์ย้ำว่า ตัวเลขนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างบรรยากาศการทำงาน คุณภาพผู้นำ และผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ
อีกหนึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ก็สนับสนุนแนวคิดเดียวกัน โดยพบว่า คะแนนความสุขของพนักงานที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 คะแนน ก็มีความสัมพันธ์กับ "กำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้น" ในระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี
ปัญหาคือ บริษัทมัก “เข้าใจผิด” เรื่องความสุขคนทำงาน
แม้หลายองค์กรจะพยายามลงทุนกับความสุขของพนักงาน แต่บรูคส์มองว่า ปัญหาหลักคือ บริษัทมักถามผิดคำถาม เพราะเมื่อองค์กร โดยเฉพาะในซิลิคอนวัลเลย์ ถามพนักงานว่า “อะไรจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น?” คำตอบที่ได้มักเป็นสิ่งผิวเผิน เช่น โต๊ะปิงปอง ห้องเกม หรือ เมนูอาหารสุขภาพสุดฮิตอย่างอะโวคาโดโทสต์
“พนักงานไม่ได้โกหก พวกเขาแค่รู้สึกว่าไม่มีความสุข แต่ไม่สามารถระบุได้ชัดว่าอะไรคือสาเหตุจริง” บรูคส์อธิบาย และบอกอีกว่า ในมุมมองของเขา ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวก แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างผู้นำกับทีม
บรูคส์ชี้ว่า ภาวะเครียด ความโดดเดี่ยว และความกดดัน เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยมากในวัยทำงานระดับ "ผู้นำ" โดยเฉพาะซีอีโอหรือผู้บริหารหน้าใหม่ และเมื่อหัวหน้าอยู่ในสภาวะเหล่านี้ พวกเขามักไม่สามารถสร้าง “ความปลอดภัยทางจิตใจ” ให้ทีมได้
“ตัวทำนายอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเกลียดงาน คือการมีหัวหน้าที่แย่” บรูคส์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ ความแย่นั้น ไม่ได้หมายถึงความไม่เก่ง แต่หมายถึงบุคลิก ลักษณะนิสัย และรูปแบบการนำทีม อิทธิพลนี้เกิดผ่านสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า emotional contagion หรือ “การแพร่กระจายทางอารมณ์” ซึ่งหมายความว่า อารมณ์ของหัวหน้าจะส่งต่อไปยังพนักงานโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
จากการศึกษาของบรูคส์ สิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ มีเพียง 4 อย่างหลักๆ ได้แก่
1. มิตรภาพที่จริงใจในที่ทำงาน
2. ความรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาและมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น
3. หัวหน้าที่รับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง
4. การทำงานที่มีประสิทธิภาพ โดยไม่เสียเวลากับการประชุมหรือกระบวนการที่ไม่จำเป็น
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ต้องอาศัย ผู้นำที่มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง และให้คุณค่ากับคน
กับดักของตำแหน่งสูง: ความสำเร็จที่มาพร้อมความโดดเดี่ยว
แม้ตำแหน่งผู้นำจะมาพร้อมอำนาจและสถานะทางสังคมที่ดีกว่า แต่บรูคส์ชี้ว่า ความรู้สึกหลักของซีอีโอในช่วง 24 เดือนแรก ไม่ใช่ความสุขหรือความภูมิใจ แต่คือ ความโดดเดี่ยวและความโกรธ งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ซีอีโอราว 50% รู้สึกโดดเดี่ยว และกว่า 70% ของผู้บริหารมือใหม่ยอมรับว่า ความโดดเดี่ยวส่งผลลบต่อประสิทธิภาพการทำงานของตนเอง
บรูคส์ บอกว่า “สมองของคนเรามักติดกับดักภาพจำเดิมๆ และคอยย้ำเตือนว่า ‘ไต่ขึ้นไปเถอะ หน้าที่การงานตำแหน่งสูงคือคำตอบ’ แต่พอไปถึงจุดนั้นจริงๆ แล้ว หลายคนกลับพบว่า มันไม่ได้ทำให้มีความสุขอย่างที่คิด” สำหรับบรูคส์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านความสุข เขาบอกว่าเป้าหมายของการพัฒนาผู้นำไม่ใช่แค่ทำให้เก่งขึ้น แต่คือทำให้เป็นคนที่มีความสุขและมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น
“การจะเป็นหัวหน้าที่ดีได้ เริ่มต้นจากการเป็นคนที่รู้จักจัดการและดูแลความสุขของตัวเองให้ได้ก่อน”
เขาเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการเลี้ยงลูก โดยมองว่าแนวคิดที่บอกว่าพ่อแม่จะไม่มีวันมีความสุข หากลูกไม่มีความสุขนั้น เป็นคำแนะนำที่ผิดพลาด เพราะในความเป็นจริง ไม่มีใครอยากเติบโตมากับพ่อแม่ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และในที่ทำงานก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครอยากทำงานกับหัวหน้าที่ไม่มีความสุข
บรูคส์ทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า หากคุณอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ไม่ว่าจะระดับใด คุณมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมในการดูแลความสุขของตัวเอง นี่ไม่ใช่เพื่อตัวคุณเพียงคนเดียว แต่เพื่อคนในทีมที่อยู่ภายใต้การดูแลของคุณ และองค์กรที่คุณเป็นผู้พิทักษ์และมีหน้าที่รับผิดชอบผลประโยชน์ของบริษัท
โดยสรุปก็คือ หัวหน้าที่มีความสุข ไม่ได้แค่ทำให้ออฟฟิศน่าอยู่ขึ้น แต่ยังช่วยให้คนทำงานเก่งขึ้น บริษัทเติบโตได้จริง และในโลกการทำงานที่ทุกอย่างถูกวัดด้วยตัวเลข "ความสุข" อาจเป็นการลงทุนที่องค์กรไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป
อ้างอิง: Fortune, How Leaders Can Be Happier, Yahoo finance







