วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯเหน็บประชานิยม ถ้าดีจะมีคดีหรือไม่

"ประยุทธ์"เหน็บ"ประชานิยม" ถ้าดีจะมีคดีหรือไม่ ลั่นใช้ม.44 ป้องคกก.จากอำนาจมืด-ไม่กลั่นแกล้ง บอก ชนะคดีก็จบ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี เรื่อง การคําสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 39/2558 โดยใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ในคดีทุจริตจำนำข้าว ว่า"วันนี้ผมพยายามจะใช้กลไกที่มีอยู่แล้ว ทำให้มากที่สุด เว้นแต่บางอันที่มันติดขัดแต่ต้องไม่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างเช่นการลดเวลาขั้นตอนต่างๆ หรือการทำประชาพิจารณ์กฎหมายเขาเขียนว่าต้องใช้เวลาสองปี แล้วเมื่อไหร่จะได้ทำ จะลดลงมาได้หรือไม่แต่ไม่ใช่ไม่ทำ แต่ก็มีบางคนไปสร้างความเข้าใจผิดว่า รัฐบาลจะบังคับโน่นนี่ ทำให้คนจนเดือดร้อน ถูกไล่ที่ดิน ใครเขาอยากจะไปทำ เว้นแต่คนที่มันบุกรุกอยู่ มันมีแผนงานที่ต้องเดินหน้า ไม่ใช่ทำคนเดียวพร้อมกันหมด มันไม่ได้"

วันนี้กับดักเราติดอยู่ที่คำว่าประชาธิปไตย การเลือกตั้งก็กำหนดไว้แล้วว่าจะเลือกตั้งปี 60 ก็เลือกกันไปสิ แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วกลับมาเป็นแบบเก่าใครจะเป็นคนสัญญากับตนว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก นักการเมืองสัญญาหรือไม่ ตนยังไม่เห็นนัการเมืองคนใดออกมาพูดเลยว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร มีแต่พูดถึงว่า จะเข้ามาอย่างไร พรรคใหญ่พรรคเล็กทำให้ไม่มีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่เห็นจะพูดว่าจะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไร หรือต้องเก็บไว้เป็นนโยบายหาเสียง

"เวลาหาเสียงก็ต้องพูดด้วยว่า จะทำอะไร ใช้เงินที่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพราะการให้คำสัญญากับประชาชน ต้องทำตามนั้น และต้องไม่ทำให้เกิดผลเสียหายกับการเงินการคลังของประเทศ ผมจะไม่พูดว่าประชานิยมดีหรือไม่ดี พูดแล้วขัดแย้งเปล่าๆ แต่ถ้ามันดีก็ต้องไม่มีคดีเข้ากระบวนการยุติธรรม ไม่มีผลกระทบกับเรื่องอื่นๆ เพราะผมไม่ได้ไปขัดแย้งอะไรกับท่านอยู่แล้ว หลายอย่างที่รัฐบาลนี้ทำ ผมทำใหม่ การใช้เงินก็ต้องมีเหตุมีผล เอาไปทำอะไร เกิดอะไรขึ้นตามมา ไม่ใช่เอาไปบรรเทาความเดือดร้อนแล้วก็จบ แล้วก็ให้ใหม่อีก มันจะเอาเงินจากที่ไหนมาให้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากประเทศเรายังทำการค้าขาย ลงทุน เกษตรกรรม แบบเดิมคงอยู่ไม่ได้ วันหน้าต้องคิดว่าถ้ามีน้ำไม่พอในการทำการเกษตรจะทำอย่างไร รัฐบาลจะเอาเงินจากไหนให้ท่าน ท่านต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในช่วงนี้ไปทำอะไรอย่างอื่นที่เหมาะสมโยรัฐบาลเริ่มต้นให้

“แล้วก็เอาไปพ่วงกับคดีที่กำลังดำเนินการอยู่ ไปลากปนกันได้อย่างไร ถ้ทำไอ้นี่ ตรงโน้นผิด ตรงนี้ไม่ผิด การเชื่อมโยงแบบนี้ทำให้ประเทศเสียหาย ต้องไปสอนคนว่าอะไรคือสุจริตอะไรคือทุจริต ถ้าไม่รู้ตรงนี้ก็ไม่ต้องทำอย่างอื่น กะอีแค่เขียนว่าถ้าการกระทำโดยสุจริต กรรมการเขาก็ไปตรวจสอบโดยสุจริต ไม่ได้ไปเอนเอียง เข้าข้าง ให้ร้าย ทั้งหมดเป็นไปตามหลักฐานทั้งสิ้น ที่คุ้มครองเขาเพราะเขากลัวอำนาจมืด ผมก็เอาอำนาจสว่างไปช่วยเขาแค่นั้นเอง ไม่ใช้ว่าไปตรวจสอบให้มันผิดให้ได้ ถึงคณะกรรมการทำออกมาแล้ว เขาก็ยังมีสิทธิ์ไปสู้ในศาลปกครองอีก มีที่ไหนเขาให้บ้าง อำนาจแบบที่ผมมี ทำไมไม่เขียนแบบนี้ เขียนกันอยู่ได้จนประชาชนลุกขึ้นมาใหม่ หาว่าผมไปรังแกเขา ผมจะไปรังแกได้อย่างไร ถ้าไม่มีมูลก็ไม่ต้องถูกฟ้อง จะไปโทษใครก็ไม่ได้ แต่มันมีมูลก็ต้องไปสู้คดีเอา ถ้าสู้ชนะมันก็จบ เขาอยู่กันอย่างนี้ไม่ใช่หรือประเทศไทย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า “ที่ใช้ม.44เพื่อให้มันง่ายขึ้น ลดเวลาให้เร็วขึ้น แต่ไม่ได้ยกเลิกกฎหมาย ไม่ใช่จะไปสั่ง เดี๋ยวผมก็โดนหาว่าเอื้อประโยชน์อีก ไม่ใช่คุ้มครองคนทุจริต แต่คุ้มครองกรรมการที่เขาไปตรวจสอบทั้ง 2 คณะ ซึ่งตามกฎหมายมันต้องตั้ง เมื่อตั้งเสร็จเขาก็รายงานกลับเข้ามา จากนั้นก็ไปหาวิธีว่าทำยังไงให้ไม่หมดอายุความ เพราะศาลแพ่งอายุความปีเดียวก็หมดแล้ว มันไม่ทัน แล้วคณะกรรมการเขาจะกล้ารายงานหรือไม่ ต้องเรียกฝ่ายถูกกล่าวหามาให้ข้อมูลเพิ่ม เอาพยานมา แล้วพยานแต่ละคนเป็นอดีตผู้บังคับบัญชาเขาทั้งนั้น ทางคณะกรรมการเขาจะได้สบายใจ ว่าทำหน้าที่ ถ้าเขาทำแล้วไม่สุจริตเขาก็ผิด แต่ถ้าทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ไปสู่กระบวนการ เนี่ยเขาเรียกว่าสุจริต”