วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.แถลงเปิดคดีถอดถอน'สมศักดิ์' ร่ำรวยผิดปกติ

ป.ป.ช.แถลงเปิดคดีถอดถอน"สมศักดิ์"ร่ำรวยผิดปกติ ชี้พบหลักฐานแจ้งทรัพย์สินเท็จ ด้าน"สมศักดิ์ "รับปกปิดจริง อ้างไม่เข้าใจกม.ใหม่

มการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อดำเนินกระบวนการถอดถอนนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยเป็นกระบวนการแถลงเปิดสำนวนคดี ของฝ่ายผู้กล่าวหา คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และผู้ถูกกล่าวหา คือ นายสมศักดิ์       

นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป.ป.ช. แถลงเปิดสำนวนคดี ว่า สืบเนื่องจากการร้องเรียนนายสมศักดิ์ใน 2 กรณี คือ ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ในกรณีที่เกี่ยวกับบ้านพัก เลขที่ 5/5 ตำบลไผ่จำศีล อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง รถเบ๊นซ์ และร้านเอเอ็ม พีเอ็ม  ซึ่งในกรณีการยื่นทรัพย์สินเป็นเท็จป.ป.ช.ได้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่ของทรัพย์สินที่ยื่นต่อป.ป.ช. พบว่า นายสมศักดิ์ ได้ยื่นไว้กับ ป.ป.ช. รวม 8 ตำแหน่ง แต่ไม่ปรากฏแจงว่ามีบ้านพักที่ตำบลไผ่จำศีล ในทุกตำแหน่ง และทุกรณี อีกทั้งยังไม่มีการแสดงเงินสดไว้ในทุกตำแหน่ง ทุกกรณี และตลอดเวลาของการสอบสวนมีการระบุว่า บ้านพักดังกล่าว ไม่ใช่บ้านพักของนายสมศักดิ์ แต่เป็นบ้านพักของนายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ และนายเกรียงศักดิ์ ฉัตรบริรักษ์ แต่จากการไต่สวน พบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านพักของนายสมศักดิ์ ส่วนการแสดงเงินสด พบว่า นายสมศักดิ์ ไม่ได้แสดงรายการเงินฝากของตน และคู่สมรสที่ฝากไว้ ทาง ป.ป.ช. จึงมีมติว่า นายสมศักดิ์ จงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ รวมทั้งเรื่องบ้านด้วย สำหรับเรื่องรถเบ๊นซ์ และร้านเอเอ็ม พีเอ็ม ไม่มีมูลในข้อหา จึงให้ตกไป

นายณรงค์ กล่าวต่อว่า จากคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็พิพากษาว่า นายสมศักดิ์ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จนมีผลทำให้ นายสมศักดิ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2551 และมีโทษทางอาญา ส่วนคำชี้แจงของนายสมศักดิ์ ที่ได้ชี้แจงกับป.ป.ช.เป็น 3 เหตุผล คือ 1. ยืนยันว่าการปลูกสร้างบ้านใช้เงินหมุนเวียนของโรงสีวิเศษชัยชาญ เจริญกิจ 2.เป็นเงินของห้างหุ้นส่วนโรงสีวิเศษชัยชาญ เจริญกิจ ที่ตนนำไปฝากไว้ในนามห้าง และ 3.นายสมศักดิ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด โดยมอบหมายให้นายไพโรจน์ ฉัตรบริรักษ์ เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด ทางป.ป.ช.จึงได้วินิจฉัยว่า บ้านหลังดังกล่าวปลูกเมื่อไหร่ ได้มีการขนดินในช่วงที่นายสมศักดิ์ ดำรงตำแหน่งรมช.ศึกษาธิการ สืบเนื่อง รมว.ศึกษาธิการหรือไม่ เนื่องจากในปี 2543 นสพ.ข่าวสด และมติชน ได้นำเรื่องการปลูกสร้างบ้านลงเป็นข่าว ซึ่งในข่าวระบุว่า เป็นการก่อสร้างมาตั้งแต่นายสมศักดิ์เป็น รมช.และรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งป.ป.ช.สรุปว่า บ้านหลังดังกล่าวได้สร้างในช่วงที่นายสมศักดิ์เป็น รมช.และรมว.ศึกษาธิการ เช่นกัน

นายณรงค์ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ว่านายสมศักดิ์ นำเงินจากที่ใดมาปลูกสร้างบ้านดังกล่าวนั้น จากการไต่สวน และได้ดูจากบัญชีแสดงทรัพย์สิน และหนี้สินที่นายสมศักดิ์ได้แสดงต่อป.ป.ช. เราพบว่านายสมศักดิ์ และภรรยา ไม่ได้แสดงรายการเงินสดไว้ นอกจากนั้นจากคำเบิกความของคนใกล้ชิดนายสมศักดิ์ ในช่วงปี 2538 – 2539 ที่นายสมศักดิ์ เข้าสู่วงการเมือง ในช่วงนั้นนายสมศักดิ์ยังไม่มีเงินเพียงพอ ที่จะหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งการปลูกบ้านดังกล่าวก็มีการผ่อนมาตลอด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกทั้งนายสมศักดิ์ก็เบิกความมาตลอดว่า บ้านหลังดังกล่าวไม่ใช่บ้านของตนเอง แต่เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว นายสมศักดิ์กลับคำให้การ โดยยืนยันว่า บ้านหลังดังกล่าวปลูกสร้างด้วยเงินสด และเงินที่ได้มานั้นได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคชาติไทย ในขณะนั้น

"สำหรับเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองนั้น ตามคำให้การ และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาฯ ได้ฟังข้อเท็จจริง อดีตเหรัญญิก พรรคชาติไทย ยืนยันว่า ในช่วงปลายปี 2549 นายสมศักดิ์ ได้รับเงินสนับสนุนจากพรรคการเมือง และบุคคลไม่ทราบชื่อ รวม 29 ล้านบาทเศษ แต่จากการตรวจสอบภาษีเงินได้ พบว่า นายสมศักดิ์ มีรายได้ในช่วงปี 2541-2549 จำนวน 5 ล้านบาทเศษ ดังนั้น ป.ป.ช. จึงเห็นว่าเงินกับทรัพย์สินไม่สอดคล้องกัน จึงเห็นว่านายสมศักดิ์ ร่ำรวยผิดปกติ ป.ป.ช.จึงยื่นเรื่องไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ขณะเดียวกันป.ป.ช.ได้ส่งรายงานมายังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการถอดถอนนายสมศักดิ์ ออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตามในส่วนที่ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ขณะนี้อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องแล้วและศาลได้รับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีแล้ว" นายณรงค์ กล่าว

จากนั้น นายสมศักดิ์ แถลงคัดค้านว่า ยอมรับด้วยความยินดีว่าปกปิดบัญชีทรัพย์ แต่ไม่ใช่เพราะจำนนต่อหลักฐาน เพราะหลังเป็นรมว.ศึกษาธิการรัฐธรรมนูญฉบับปี2540 เพิ่งประกาศใช้ ขณะเดียวกัน ก็เพิ่งมีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยกรรมการป้องกันการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 ท่ามกลางความใหม่จึงยอมรับว่า ตนเข้าใจผิดว่าทรัพย์สินที่ไมใช่ชื่อตัวเองไม่ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์รวมถึงเงินสดแก่ป.ป.ช.ด้วย และเป็นที่ทราบกันทั่วกันว่า ฐานะครอบครัวของตนกับภรรยาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และด้วยความสำนึกและกตัญญูที่ยกลูกสาว จึงนำเงินสดก้อนดังกล่าวที่เหลือมาจากการเลือกตั้งและยังไม่ใช้ทำกิจกรรมทางการเมือง จึงได้เงินก้อนดังกล่าว เป็น 2 ส่วน ซึ่งได้นำไปใช้ในกิจกรรมของโรงสี ซึ่งเป็นกิจกรรมครอบครัวทางฝั่งภรรยา เพราะในช่วงปี 2537-2539 อัตราดอกเบี้ยสูงมากถึง 14 เปอร์เซ็นต์ เก็บไว้ไม่ได้ใช้ จึงนำไปใช้ในกิจการของโรงสี จึงไม่ต้องแจ้งให้แก่ป.ป.ช.ทราบ

"ต่อมา ทางโรงสีจึงได้นำเงินก้อนดังกล่าวไปซื้อที่ดินและดำเนินการก่อสร้างบ้าน จึงเป็นที่มาของป.ป.ช.วินิจฉัยว่า ผมจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จนนำไปสู่การฟ้องร้องในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนถูกสิทธิทางการเมือง 5 ปีไปแล้ว ซึ่งคดีดังกล่าวจึงโยงมาถึงคดีนี้ที่กล่าวหาวาผมร่ำรวยผิดปกติ แต่ข้อกล่าวหาที่ป.ป.ช. กล่าวหาว่า ผมได้เงินมาจากการปฏิบัติหน้าที่เพิ่มขึ้น และมากผิดปกติจากการเป็นรมว.ศึกษาธิการไม่เป็นความจริง เพราะก่อนที่จะรับตำแหน่งได้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้มีนโยบายให้ใช้สติอย่าใช้เงินแก้ปัญหา ผมจึงไม่เคยทำเรื่องเพื่อขออนุมัติ หรือไปเกี่ยวพันกับโครงการในแต่ละกรมของกระทรวงศึกษาธิการ หรือใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ใด ๆ และไม่เคยถูกร้องเรียนทุจริตหรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแม้แต่ครั้งเดียว และหลังถูกกล่าวหาแล้ว ผมแปลกใจว่าทำไม ป.ป.ช.ไม่เชิญผู้บริหารกระทรวงมาซักถามเลย จนผมต้องขอความกรุณาให้ช่วยยืนยันให้ข้อเท็จจริงให้ผม"นายสมศักดิ์ กล่าว

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนบ้านเลขที่ 5/5 ตำบลไผ่จำศีลนั้นได้มีการซื้อขายที่ดินเมื่อปี 2539 ถมดิน ปี 2540 เริ่มสร้างปี 2541 และใช้เวลา 8 เดือนในการก่อสร้าง ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกันระหว่างการดำรงตำแหน่งรมช.และรมว.ศึกษาฯ อย่างที่ ป.ป.ช.ชี้มูลแต่อย่างใด เพราะบ้านสร้างเสร็จก่อนที่ตนเข้ารับตำแหน่งด้วยซ้ำ ถามว่า คนจะสร้างบ้านหรือออกแบบบ้านต้องมีเงินก่อนสร้างหรือไม่ การสร้างบ้านไม่เหมือนการสร้างโบสถ์ที่ทำบุญทอดกฐินมาทำต่อเติมได้ แล้วตนจะนำเงินที่ได้จากตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อมาสร้างให้เสร็จได้อย่างไร อย่างไรก็ตามจากคำวินิจฉัยของป.ป.ช.ระบุว่าเป็นช่วงคาบเกี่ยว และแสดงใบเสร็จตั้งแต่ปี 2543-2544 ยอดเงิน 1.4 ล้านบาท แต่เหมารวมทั้งหมดว่าเป็นเงิน 16 ล้าน นี่คือความยุติธรรม ที่ป.ป.ช.ตัดสินตน ทั้งนี้ ใบเสร็จที่ป.ป.ช.นำมากล่าวอ้างล้วนเป็นค่าวัสดุที่ไม่เกี่ยวกับการก่อสร้างบ้าน         

"ชีวิตนักการเมือง ไม่รู้อนาคตตัวเอง ผมเป็นนักการเมืองบ้านนอก ไม่ใช่นายทุนพรรค การเลือกตั้งแต่ละครั้งได้เงินสนับสนุนจากพรรค ซึ่งพรรคก็ต้องดูว่า ใครมีโอกาสได้รับเลือกตั้งสูง จึงมีการแบ่งเป็นเกรดเอ ด้วยเหตุนี้พรรคจึงกล้าให้งบมากับผม เพราะอยู่กับพื้นที่และไม่เคยสอบตก นอกจากนี้ไม่ใช่เงินพรรคอย่างเดียว เพราะแต่ละพรรคยังมีมุ้งที่ผู้ใหญ่ของพรรคอยากได้เสียงมาสนับสนุนตนเองเป็นรัฐมนตรี ซึ่งผมจดไว้หมด แต่ผมตีตั๋วเด็ก การเลือกตั้งแต่ละครั้งจึงเหลือเงินสด แต่ไม่ได้แจ้งแก่ ป.ป.ช. ซึ่งนักการเมืองก็ไม่มีใครแจ้งเงินสดที่แต่ละคนเก็บไว้ทำกิจกรรมทางการเมืองกับคนอื่น จึงเป็นที่มาของข้อกล่าวหาปกปิดบัญชีทรัพย์สิน นี่คือเหตุผลและเป็นความจริงที่เกิดขึ้น ผมเข้าใจว่า ป.ป.ช.ไม่ใช่นักการเมือง ไม่รู้นักการเมืองทำอย่างไร แต่ใช้ตรรกะและอนุมานเอาเอง"นายสมศักดิ์  กล่าว                

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า น้อมรับและไม่ปฏิเสธ.ป.ป.ช.และศาล แต่ทั้งหมดต้องอยู่บนหลักการข้อเท็จจริงและความเป็นธรรมด้วย ส่วนสนช.จะถอดถอนตนหรือไม่อยู่ที่ดุลพินิจของท่าน ตนยอมรับทุกกรณี แต่ไม่อยากให้การตัดสินใจของสนช.ทำให้สังคมเบี่ยงเบน เสียหลักการความยุติธรรมไป 

จากนั้น ที่ประชุมได้มีการตั้งคณะกรรมการซักถาม จำนวน 1 คณะ เพื่อพิจารณาประเด็นซักถามของสมาชิก สนช. โดยจะเปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถยื่นญัตติซักถามได้ภายในเวลา 12.00 น.ของวันที่ 30 ต.ค.นี้ และกำหนดวันประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นซักถามในวันที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 10.00 น.