"วิษณุ" แนะ "กรธ." ควรให้อำนาจ "กกต." เลื่อนเลือกตั้งได้ หากเกิดเหตุวุ่นวายจากความไม่ปรองดอง แจงถ้าโหวตโนมีความหมาย คนจะออกมาใช้สิทธิ์มาก
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เสนอระบบเลือกตั้งใหม่ โดยให้นำคะแนนผู้แพ้เลือกตั้งแบบเขตมานับรวมในคะแนนเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อว่า ยังไม่ทราบว่า กรธ.ต้องการทำอะไรขนาดไหน และยังไม่เคยให้ความเห็นกับสื่อ เพราะยังไม่เข้าใจ ส่วนหลักการที่ให้โหวตโนคือ ต้องการให้ทุกคะแนนมีความหมาย จึงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เห็นด้วย ซึ่งภายหลังการประชุมแม่น้ำ5สาย ตนได้หารือกับ กรธ.บางคนถึงประเด็นเรื่องโหวตโน ได้รับการอธิบายว่า ที่คนแพ้โหวตโน จะไม่มีสิทธิ์ลงเลือกตั้งเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนั้นๆครั้งต่อมายังสามารถลงเลือกตั้งได้อีก ไม่ใช่ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ทั้งนี้ไม่คิดว่าเป็นการเปิดทางให้มีการรณรงค์โหวตโน เพราะคนที่ไปโหวตต่างต้องการลงคะแนนให้คนที่ตัวเองชอบ
เมื่อถามว่า ระบบเลือกตั้งที่เสนอมา เท่ากับเปิดทางให้พรรคเล็กมีพื้นที่ในสภาเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่อาจเกี่ยวกับประเด็นอื่น ส่วนในรายละเอียดที่มองว่า ต้องการสกัดกั้นพรรคใหญ่ ตรงนี้ไม่ทราบ เป็นเรื่องของ กรธ.และจะไม่ตอบแทน กรธ. แต่หลักการคือทุกเสียงต้องมีความหมาย ลักษณะนี้มีการใช้ในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเมื่อ30ปีที่แล้วม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เสนอระบบการเลือกตั้งที่ต้องการเคารพทุกเสียง ความพยายามเคารพทุกคะแนนเสียงนั้น แต่ละประเทศมีวิธีการแตกต่างกัน แต่ที่ กรธ.เสนอ อาจเป็นวิธีการซึ่งไม่เหมือนใคร แต่หลักการและเหตุผลเหมือนกันคือให้เคารพทุกเสียง
“การโหวตโนจะไม่มีความหมาย คนจะอยู่บ้านไม่ออกมาเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าหากโหวตโนคะแนนจะไม่มีความหมาย จึงคิดว่าไม่ไปใช้สิทธิ์ดีกว่า ผลสุดท้ายคือทำให้คนมาเลือกตั้งน้อย ตรงกันข้าม ถ้าไม่ชอบใครแล้วโหวตโน คะแนนก็จะมีความหมาย คนก็จะอยากออกมาใช้สิทธิ์” นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า คะแนนโหวตโนจะนำมาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ใช่ แต่ไม่ได้นำคะแนนรายบุคคลมาคิด เพราะคะแนนโหวตโนรายบุคคล เราไม่รู้ว่า คะแนนนั้นต้องการตบหน้าผู้สมัครคนใด และอาจเกิดโอกาสที่ประชาชนออกมาโหวตโนเพื่อความสะใจขึ้นอีก หรือโอกาสที่จะโหวตโนด้วยเหตุผลอื่นก็อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต นี่คือสิ่งที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการพยายามเดาเหตุการณ์ในอนาคต
“สำหรับการเลือกตั้ง ที่มีการอ้างคำพูดของผมที่ระบุว่า ถ้าไม่ปรองดองก่อน ก็ไม่สามารถเลือกตั้งได้นั้น ยืนยันว่าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แต่หมายถึงต้องมีความปรองดองระดับหนึ่ง ระดับที่ถ้าสมมติยังไม่ปรองดอง ยังแตกต่างหรือเห็นแย้ง ก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องมาปรองดองจนถึงขั้น รัก กอด จูบ ทั้งหมด แต่ถ้าความไม่ปรองดองนั้นไปถึงระดับการตะลุมบอล ออกมาสู้ ออกมาเผาสถานที่ราชการ ยึดสนามบิน เหตุความโกลาหลวุ่นวาย คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) คงไม่กล้าจัดการเลือกตั้ง และคงไม่มีคนกล้าออกจากบ้านมาเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ไม่กล้ามาลงสมัคร หรือออกหาเสียง แล้วการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ได้แปลว่าไม่ปรองดองแล้วจะไม่มีเลือกตั้ง ไม่ใช่มันมีหลายวิธี เพราะที่สุดแล้วรัฐธรรมนูญต้องออกมาตามโรดแม็พ การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นตามโรดแม็พ ภายใน20เดือน เลือกตั้งประมาณเดือนพฤษภาคม2560แต่ถ้าเกิดเหตุขึ้น วิธีเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก ก็ไม่มีความยุ่งยากแต่อย่างใด”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่า ในร่างรัฐธรรมนูญต้องให้อำนาจ กกต.พิจารณาเลื่อนการเลือกตั้ง หากไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ เหมือนก่อนวันที่22พฤษภาคม2557ซึ่งมีปัญหาขัดขวางการเลือกตั้ง ดังนั้น กรธ.ต้องพิจารณาดูว่า กกต.ต้องมีอำนาจเลื่อนหรือไม่อย่างไร เพราะหากไม่มีอำนาจเลื่อนเลือกตั้งจะเกิดความวุ่นวาย กรธ.จึงต้องเขียนให้ชัด โดยเฉพาะการให้ กกต.มีอำนาจเลื่อนการเลือกตั้ง ในกรณีมีความขัดแย้งจนไม่สามารถเลือกตั้งได้ ซึ่งจะเลื่อนออกไปกี่เดือนก็แล้วแต่ ต้องกำหนดให้ชัดเจน ส่วนตัวชี้วัดคือ คนทั้งประเทศจะรู้ว่าสถานการณ์ใดที่เลือกตั้งไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีเจตนายืดโรดแม็พของรัฐบาลออกไป แต่เป็นการป้องกันปัญหาในอนาคต




