นักวิชาการนิด้า–จุฬาฯ ติงสสส. กรณีกรรมการมีชื่อในมูลนิธิรับทุนไม่สมควร จี้กรรมการชุดสธ.พิจารณาปฏิรูปสสส. แนะพบความผิดชงเข้าปปช.
ตามที่ ดร.ทพ.สุปรีดา อดุลยานนท์ รักษาการผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เปิดเผยต่อสื่อครั้งแรกหลังเข้าพบเพื่อชี้แจงต่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานการประชุมศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(ศอตช.) เกี่ยวกับผลการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) โดยยืนยันที่ผ่านมาไม่มีการทุจริต ส่วนกรณีการเปิดเผยรายชื่อกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิของสสส. ที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ องค์กรที่รับเงินอุดหนุนจากสสส.นั้น จริงๆไม่เกี่ยวข้องกัน และเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อบุคคลดังกล่าว พร้อมยืนยัน สสส.มีระบบตรวจสอบการอนุมัติโครงการอย่างรัดกุมและมีธรรมาภิบาล
ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวภายในงานสัมมนาวิชาการกฎหมายการแพทย์“ธรรมาภิบาลกับคุณภาพการรักษาพยาบาล” ว่าเป็นเรื่องดีที่พล.อ.ไพบูลย์ เห็นความสำคัญเรื่องนี้และออกมาตรวจสอบการใช้งบประมาณของ สสส. ขณะเดียวกันในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่มีคณะกรรมการพิจารณาทบทวนการบริหารจัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและกำหนดแนวทางแก้ไขให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ที่มี นพ.เสรี ตู้จินดา เป็นประธานนั้น ตนสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งในการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ เนื่องจากจะมีส่วนในการปฏิรูปและกำหนดทิศทางการทำงานของสสส.ให้เข้าที่เข้าทาง โดยเฉพาะการทำงานที่มีขอบเขตตามพ.ร.บ.โดยเฉพาะเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ที่ต้องไม่กว้างแบบครอบจักรวาล
นายอานนท์ กล่าวอีกว่า คงไม่ไปก้าวล่วงว่าคณะกรรมการฯชุดนพ.เสรี จะต้องกำหนดทิศทางอย่างไร แต่ขอฝากความหวังในเรื่องการทำงานของ สสส. อยากให้มีการยึดโยงผลลัพธ์สุขภาพจริงๆ โดยควรมีการเปรียบเทียบระหว่างโครงการที่สนับสนุน กับการไม่สนับสนุน สิ่งไหนผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร ที่สำคัญการประเมินผลงาน ไม่ควรมีแค่ตัวชี้วัดอย่างที่ สสส.ทำ แต่ควรมีผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปธรรมด้วยว่า มีผลต่อสุขภาพของคนอย่างไรบ้าง ประเด็นธรรมาภิบาลสำคัญมาก เพราะหากคณะกรรมการฯชุดนพ.เสรี พิจารณาไปเรื่อยๆจากข้อมูลข้อเท็จจริงจะพบว่า สสส.มีการหมุนเวียน คนทำงานคนเดิมๆ อยู่ตลอด จึงไม่แปลกที่สังคมจะสงสัยว่า หลายคนเชื่อมโยงเกี่ยวข้องอะไรกันหรือไม่ ซึ่งตรงนี้หากพิจารณาและพบว่าเป็นปัญหาจริง ก็ถือว่าผิด
“เรื่องกรรมการบางท่านในสสส. ไปดำรงตำแหน่งในมูลนิธิฯหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งที่ได้รับทุนของสสส.ด้วย จนเกิดคำถามว่าเป็นผู้อนุมัติเองหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องกันถือว่าผิด ทั้งกฎหมายและจริยธรรม โดยเฉพาะพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ระบุให้เจ้าหน้าที่ทางการปกครองดำเนินคดีหรือเอาผิดบุคคลที่ทำงานโดยมีข้อห้ามต่างๆ คือ เป็นญาติ หรือมีความเกี่ยวพันกัน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้หากพบว่าผิดจริง คณะกรรมการฯของสธ.สามารถเสนอต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)หรือเสนอต่อศาลปกครองพิจารณาก็ย่อมได้” นายอานนท์กล่าว
ต่อข้อถาม กรรมการบางคนในสสส. ไม่ได้มีส่วนในการพิจารณาหรืออนุมัติโครงการให้แก่องค์กรที่ตนเองอาจมีชื่ออยู่ นายอานนท์ กล่าวว่า แม้จะไม่มีส่วนในการวิพากษ์หรือพิจารณางานโครงการใดๆก็ตาม แต่เมื่อเป็นกรรมการ สมควรหรือไม่ เพราะเมื่อมีชื่ออยู่ในกรรมการ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ และมีส่วนในการเสนอความเห็นกำหนดทิศทาง นโยบาย การทำงานต่างๆ ก็ถือว่าเกี่ยวข้อง และไม่สมควรทั้งสิ้น
ด้าน ศ.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กรณีธรรมาภิบาลสำคัญมาก โดยเฉพาะหน่วยงานที่ให้เงินสนับสนุน ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่รับเงินไปทำงานเด็ดขาด ซึ่งในต่างประเทศเคร่งครัดเรื่องนี้ ถึงแม้จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่หากรู้จักกัน มีสายสัมพันธ์ที่ดี ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม ก็ถือว่าไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาประเทศไทย อาจมีบุคคลที่เชี่ยวชาญงานเฉพาะด้าน อย่าง บุหรี่ เหล้า ไม่มากนัก การทำงานจึงต้องหมุนเวียนอยู่ในองค์กรเดิมๆ แต่ปัจจุบันมีคนเก่ง คนมีความสามารถมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องมีบุคคลจากกลุ่มเดียวมาทำงาน ซึ่งการกระทำแบบนี้จะเกิดคำถามเรื่องธรรมาภิบาลได้
“ปัญหาของประเทศไทยคือ มีวัฒนธรรมเดิมๆ โดยการดึงแต่คนเดิมๆ มาทำงาน บ้างก็ดึงคนรู้จัก เพราะเข้าใจว่าเมื่อรู้จัก สนิท จะสามารถทำงานประสานกันได้ดี แต่นั่นคือเส้นสาย แทนที่จะให้โอกาสบุคคลอื่นๆ คนรุ่นใหม่ที่รู้งานย่อมมีอยู่มาก อย่างการพิจารณาอนุมัติทุนสนับสนุนโครงการใดๆ ก็ตาม เราต้องเฟ้นหาว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ มีกี่คน มีผลงานอะไร ไม่ใช่ดึงแต่คนเดิมๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง และเป็นการปิดโอกาสเกินไป” ศ.นพ.อภิวัฒน์ กล่าวในที่สุด




